วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ส่งเสริมการจัดการและใช้ประโยชน์ศูนย์เรียนรู้ชุมชน..เพื่อเพิ่มมูลค่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต

            ศูนย์ฯลำปาง กำหนดดำเนินการ "การส่งเสริมการจัดการและใช้ประโยชน์ศูนย์เรียนรู้ชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระหว่างวันที่ 2 - 4 มีนาคม 2554 ณ ที่ตั้งศูนย์ฯลำปาง
            โครงการมีวัตถุประสงค์..เพื่อ..
               1.พัฒนาศูนย์เรียนรู้ชุมชนให้เป็นศูนย์ฯ ที่มีชีวิต
               2.สนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ ตามความต้องการของประชาชน
               3.เพื่อให้ทีมนักจัดการความรู้ สามารถจัดการความรู้ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน
               4.เพื่อให้ศูนย์เรียนรู้ชุมชน เป็นแหล่งที่ประชาชนเข้ามาเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
กลุ่มเป้าหมายที่จะมาเข้าร่วมโครงการ  48 คน.. 
        1.ศรช. จังหวัดละ 1 แห่ง จาก 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน)
       *    เป็น ประธานและกรรมการ ศรช. จำนวน 3 คน
      **   นักจัดการความรู้ชุมชน จำนวน 2 คน
และ 2.  นักวิชาการพัฒนาชุมชนจังหวัด  8 จังหวัดๆละ 1 คน

ประชุมเตรียมงานฯ ศรช. ครั้งที่ 1 (อังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554..)

          *ทำความเข้าใจโครงการและวัตถุประสงค์ร่วมกัน
          *ศึกษาหลักสูตรจากกรมฯ+ปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
          *มอบหมายเจ้าภาพรายวิชาจัดทำแผนการสอนนำเสนอในการนัดหมาย
            ทีมงานครั้งต่อไป

เตรียมหลักสูตร+ทีมวิทยากร ศรช. ครั้งที่ 2 ( 17 ก.พ.2554)

       +ทีมวิทยากร(เจ้าภาพรายวิชา) นำเสนอกระบวนการ ขั้นตอนรายละเอียดของแต่ละวิชา
       +แลกเปลี่ยน ซักถาม แนะนำเพิ่มเติม..เป็นการทำความเข้าใจร่วมกันทั้งหมด
       +เตรียมทีมงาน แบ่งงาน  เตรียมสื่อ/วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ และ
       +เจ้าภาพรายวิชาเตรียมเอกสารประกอบ(ความรู้ที่จำเป็นหรือที่เกี่ยวข้อง)
       +มีเจ้าภาพรวบรวม ออกแบบ จัดทำเอกสารประกอบ

นำเสนอรายละเอียด/กระบวนการรายวิชา (ครั้งที่ 3 25 ก.พ.2554)
*กระบวนทัศน์ ศรช.
*ความสำคัญของ ศรช.
*ถอดบทเรียนการทำงาน ศรช. 8 จังหวัด 14 ศูนย์เรียนรู้
*บทบาทนักจัดการความรู้ใน ศรช.
*ฝึกปฏิบัติการถอดองค์ความรู้ของนักจัดการความรู้
*แนวทางส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก ศรช.
*สร้างเครือข่ายและบูรณาการศูนย์เรียนรู้ชุมชน



 
      

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

เก็บตกหลังห้อง..อบรมผู้นำ

พวกเราผู้นำหนอ ทำงานเพื่อใครกันเล่า...
ขอบอกเบาๆ งานเราจดจำไม่ไหว
งานรัฐงานราษฎร์ ช่วยชาติดาษดื่นทั่วไป
ถึงแม้เหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ไม่หวังกำไรเป็นค่าตอบแทน
สิ่งใดงานใดข้องขัด เราช่วยกันขจัดมลายหายสิ้น
เพียงฟ้าเพียงดิน..เราช่วยกันจนสิ้น...
( เสียงฮัมเพลงอยู่หลังห้องอบรม..ของป้าสุรินทร์ กลัดทอง
21 บ้านสันป่าสัก หมู่ที่ 2 ต.ใหม่พัฒนา อ.เกาะคา จ.ลำปาง
สตรีดีเด่นจังหวัดลำปาง รุ่นที่ 10 โทร.083-3198641 )             




วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ค่าว..พระคุณพ่อ..(ผู้นำชุมชน..เย็น ปันก้อนแก้ว)


พระคุณของพ่อ...
ค่าวของ...พ่อหน้อยเย็น ปันก้อนแก้ว 279 หมืที่ 6 บ้านศรีโพธิ์ทอง ต.ศรีโพธิ์เงิน อ.ป่าแดด จ.เชียงราย

พระคุณป้อนั้น มีนักเหลือหลาย ยากจะบรรยาย หื้อเสี้ยงหมดเจ้า...
ขอหื้อทุกคนตี้เป๋นลูก กึ๊ดถึงป้อเฮาหื้อนัก..
ตอบแทนบุญคุณ ตอบแทนความฮักตี้ป้อก่อเกื้อเฮามา..
ตี้อยู่ไกล๋ หมั่นไปแอ่วหา ยามพ่อชรา ต้องคอยผ่อเฝ้า
ดูแลก๋านกิ๋น ก๋านอยู่คนเฒ่า เหมือนเปิ้นเลี้ยงเฮามา
ก่อนนั้นเปิ้นเจ็บแข้งขา อาสาบีบกั้น..ถามเจ็บไหนฮั้น..ตั๊ดใด..
แสดงความฮัก เป๋นกำลังใจ๋ หมั่นไปเยี่ยมใจ๋ เปิ้นเหี๋ยซักหน้อย
อย่าละเปิ้นหมอง เหงาหงอยเศร้าสร้อย ตั้งต๋ารอคอย..ใคร่ป๊บ..

วันที่ 5 ธันวา..เวียนมาครอบครบ อย่าหลบหนีหน้าเน่อนาย
เพราะว่าวันนี้ มันมีความหมาย..ชายญิงจ๋ำไว้ตวย
ยกหื้อเป๋นวันพ่อบังเกิดเกล้า ของชาวไทยนี้แล..
ลูกอยู่ใกล้ไกล๋ โปรดได้ไปแวะแอ่วหาป้อเจ้าซักวัน
ไปกราบนบน้อม พร้อมนำของขวัญไปมอบ กำนันหื้อกับป้อเจ้า
กตัญญุต๋าผู้บังเกิดเกล้า เป๋นมงคลเฮายิ่งนัก

ร้อยคำอวยพร บ่เต้าหนึ่งวรรค..ของคำป้ออู้อวยชัย
เพราะพรพ่อนั้น กลั่นจากดวงใจ๋...ฮู้สึกจาใดจะว่าอย่างอั้น..
ร้อยฮักจากไผ๋..ไหนจะเตี้ยงหมั้น เต้าดวงชีวันป้อฮัก..
จะกี่สิบปี๋ บ่มีแปรพักตร์..ยังฮักลูกเต้า..บ่อคลาย..
ถึงลูกจะฮ้าย..เลวทรามเสียหาย บ่คิดทำลาย หื้อได้หมองเศร้า
ป้อแม่คือพรหมพระของลูกเต้า จริงใจ๋ต่อเฮาเป๋นนิตย์
ค่าวล้านนา..ตั๋วข้าแต่งคิด แม้ผิดมากถ้อยกำใด เต้านี้สู่กั๋นฟังก่อนแหละนายเฮย....

บันทึก...เสาร์ 18 ธ.ค.2553 ..ช่วงฝึกปฏิบัติ..ฝึกพูดในวิชาเสริมสร้างบุคลิกภาพผู้นำชุมชน ตำบลศรีโพธิ์เงิน (17-19 ธ.ค.2553 )

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ความเชื่ออันงมงาย..( พระอาจารย์พรหม วังโส )

                   หลายศตวรรษมาแล้ว.. พระราชาองค์หนึ่งประสบปัญหาเรื่องเสนาบดี ที่ชอบเถียงกันมากเสียจนไม่สามารถหาข้อสรุปอะไรได้เลย พวกเขายึดถือธรรมเนียมการเมืองเก่าแก่ดั้งเดิมที่สุดที่แต่ละคนจะยืนยันว่า เขาเท่านั้นที่ถูก ขณะที่คนอื่นๆ ผิดหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อพระราชาผู้เจ้าความคิดจัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษขึ้น เสนาบดีทุกคนก็พร้อมใจกันหยุดงานเพื่อไปร่วมงานฉลองนั้น
                   งานเฉลิมฉลองนี้จัดขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจในสนามกีฬาใหญ่ มีทั้งการร้องรำทำเพลง เต้นระบำรำฟ้อน กายกรรม ตัวตลก ดนตรีและอื่นๆ อีกมากมาย ในฉากสุดท้าย ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก และแน่นอนว่าบรรดาเสนาบดีทั้งหลายย่อมจับจองที่นั่งที่ดีที่สุด องค์พระราชาเองพาช้างหลวงเข้ามาตรงกลางสนาม ตามมาด้วยชายตาบอดเจ็ดคน ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วเมืองว่า ตาบอดมาแต่กำเนิด และไม่รู้ว่าช้างคืออะไร
                    พระราชาจับมือชายตาบอดคนแรก ช่วยให้เขาสัมผัสงวงช้างและบอกเขาว่านี่คือช้าง แล้วพระองค์ก็ทรงช่วยชายคนที่สองให้ได้สัมผัสงาช้าง คนที่สามสัมผัสที่หู คนที่สี่สัมผัสที่หัว คนที่ห้าสัมผัสที่ตัว คนที่หกสัมผัสขาและคนที่เจ็ดสัมผัสหาง โดยบอกทุกคนว่านี่คือช้าง หลังจากนั้นพระองค์ก็กลับมาที่ชายตาบอดคนแรก และขอให้เขาเล่าดังๆ ว่าช้างคืออะไร







“เหลวไหล! มันเป็นงู” “ไม่ใช่! มันเป็นตุ่ม” “ไม่มีทาง! มันเป็น ....” แล้วบรรดาชายตาบอดเหล่านั้นก็เริ่มต้นถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน จนกลายเป็นการตะโกนแผดเสียงที่ทั้งดังและไม่จบสิ้น  เขาพ่นคำสบประมาทต่างๆ ใส่กันเท่านั้นยังไม่พอ ยังแถมรัวกำปั้นใส่กันอีกด้วย...

แม้ว่าชายตาบอดเหล่านั้นจะไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเขากำลังต่อยใครอยู่ แต่มันก็ไม่สำคัญหรอก ในสภาวะการทะเลาะเบาะแว้งอย่างดุเดือดนั้น เขากำลังต่อสู้เพื่อหลักการ เพื่อความถูกต้อง และเพื่อบูชาความจริง... เพียงแต่ว่ามันเป็นความจริงของแต่ละบุคคลเท่านั้น ...

ขณะที่ทหารของพระราชากำลังแยกผู้วิวาทตาบอดที่ฟกช้ำดำเขียวไปหมดออกจากกัน ฝูงชนที่อยู่ในสนามกีฬาต่างพากันหัวเราะเยาะบรรดาเสนาบดีซึ่งบัดนี้เงียบกริบและมีสีหน้าอับอาย ทุกคนในที่นั้นเข้าใจเป็นอย่างดีว่า พระราชาต้องการที่จะสอนบทเรียนอะไร (หมายเหตุ นิทานเรื่องนี้มีเค้าโคลงเรื่องมาจาก ขุทกนิกายอุทาน และ ขุทกนิกายชาดก)

          พวกเราแต่ละคนอาจจะรู้แต่เพียงบางส่วนของเรื่องทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นเรื่องจริง หากเรายึดมั่นถือมั่นในความรู้อันจำกัดของเราว่าเป็นความจริงอันสมบูรณ์ เราก็จะเหมือนกับชายตาบอดที่ได้สัมผัสแต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของช้าง แล้วด่วนสรุปว่า ประสบการณ์เพียงแค่เศษเสี้ยวของเขานั้น เป็นความจริงอันสมบูรณ์ ส่วนคนอื่นๆ นอกจากเขาแล้วล้วนผิดหมด

 “ช้าง” คืออะไรบางอย่างที่มีลักษณะเหมือนหินก้อนใหญ่ ตั้งอยู่บนลำต้นไม้ที่มั่นคงและแข็งแรงสี่ต้น มีแส้ปัดแมลงอยู่ที่ด้านหลัง ส่วนด้านหน้าเป็นเหมือนตุ่มน้ำขนาดใหญ่ ที่ด้านข้างทั้งสองมีพัดใบตาล มีคันไถอยู่สองด้ามชี้ลงเบื้องล่าง และมีงูหลามตัวยาวอยู่ตรงกลาง! นับได้ว่าเป็นการบรรยายถึงช้างสักตัวที่ไม่เลวนักสำหรับผู้ที่ยังไง ๆ ก็จะไม่มีโอกาสได้เห็นช้างตัวจริง...
(....ได้ใช้เล่าประกอบการอบรมผู้นำชุมชนของศูนย์ฯลำปาง..เพื่อทำความเข้าใจเรื่องกรอบคิด/กระบวนทัศน์/วิธีคิด...ที่แตกต่างกัน...)

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กระบวนการทางปัญญา( ศ.นพ.ประเวศ วะสี )

เพื่อค้นพบทางแห่งปัญญา..ศ.นพ.ประเวศ วะสี แนะนำให้เราฝึกฝนอยู่ 10 ข้อค่ะ..
1.ฝึกสังเกต..สังเกตในสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งแวดล้อม..การสังเกตจะทำให้เกิดปัญญามาก โลกทรรศ์และวิธีคิด.. สติ.. สมาธิ..จะเข้าไปมีผลต่อการสังเกตและสิ่งที่สังเกต
2.ฝึกบันทึก..เมื่อสังเกตอะไรแล้วควรฝึกบันทึก..โดยจะวาดรูปหรือบันทึกข้อความ..ถ่ายภาพ..ถ่ายวีดีโอ..การบันทึกเป็นการพัฒนาปัญญา..
3.ฝึกการนำเสนอ..ต่อที่ประชุมกลุ่ม..เมื่อมีการทำงานกลุ่ม เราไปเรียนรู้อะไรมา บันทึกอะไรมา จะนำเสนอให้เพื่อนๆรู้เรื่องได้อย่างไร...ก็ต้องฝึกการนำเสนอ การนำเสนอได้ดีจึงเป็นการพัฒนาปัญญา ทั้งของผูนำเสนอและของกลุ่ม
4.ฝึกการฟัง..ถ้ารู้จักฟังคนอื่น จะทำให้ฉลาดขึ้น..คนโบราณเรียกว่าเป็น"พหูสูตร" บางคนไม่ได้ยินคนอื่นพูด เพราะหมกมุ่นอยู่ในความคิดของตัวเอง..ฉันทะ..สติ..สมาธิ..จะช่วยให้ฟังได้ดีขึ้น..
5.ฝึกปุจฉา-วิสัชนา..ฝึกถาม-ตอบ..เป็นการฝึกการใช้เหตุผล..วิเคราะห์..สังเคราะห์..ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งในเรื่องนั้นๆ..
6.ฝึกตั้งสมมุติฐานและตั้งคำถาม..เมื่อเรียนรู้อะไรไปแล้ว เราต้องสามารถตั้งคำถามได้ว่า สิ่งนั้นคืออะไร..เกิดจากอะไร..อะไรมีประโยชน์..ทำอย่างไรจะสำเร็จประโยชน์..และช่วยกันคิดคำถามที่มีคุณค่า มีความสำคัญ..ก็จะอยากได้คำตอบ..
7.ฝึกการค้นหาคำตอบ..เมื่อมีคำถาม ก็ควรไปค้นหาคำตอบจากหนังสือ จากตำรา จากอินเตอร์เน็ต..หรือไปคุยกับคนเฒ่าคนแก่..การค้นหาคำตอบต่อคำถามที่สำคัญจะสนุก และทำให้ได้ความรู้มาก..แต่ถ้าทำทุกวิถีทางแล้ว แต่คำถามยังมรอยู่และมีความสำคัญ..ต้องหาคำตอบต่อไปด้วยการวิจัย..
8.ฝึกการวิจัย...การวิจัยเพื่อหาคำตอบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้..ทุกระดับ..การวิจัยจะทำให้ค้นพบความรู้ใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความภูมิใจ...สนุก...และมีประโยชน์มาก...
9.ฝึกเชื่อมโยงบูรณาการ..ให้เห็นความเป็นทั้งหมด..และเห็นตัวเอง..ธรรมขาติของสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง..เมื่อเรียนรู้อะไรมา..อย่าให้ความรู้นั้นแยกเป็นส่วนๆ..
10.ฝึกการเขียน..เรียบเรียงทางวิชาการถึงกระบวนการเรียนรู้..และความรู้ใหม่ที่ได้มา..เป็นการเรียบเรียงความคิดให้ประณีตขึ้น ทำให้ค้นคว้าหาหลักฐาน ที่มา ที่อ้างอิงของความรู้ให้ถี่ถ้วนแม่นยำขึ้น..เป็นการพัฒนาปัญญาของตัวเองอย่างสำคัญ และเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป...

...........เป็นอย่างไรบ้างค่ะ...กระบวนการทางปัญญา..ต้องฝึก...ต้องลงมือทำ..จึงจะค้นพบ..เห็นด้วยใหม???...