วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Recreation Leader…ผู้นำกิจกรรม…






เจ้าขององค์ความรู้  : นางสาววชิรญาณ์ แย้มเยื้อน ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคล
ความเป็นมา/สถานการณ์/แรงบันดาลใจ
        การฝึกอบรมถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาบุคลากร ในการจัดกระบวนการฝึกอบรมจะมีหลักสูตรเพื่อกำหนดทิศทางการฝึกอบรม ซึ่งหลักสูตรนั้นประกอบไปด้วยชุดวิชา และชุดวิชาเหล่านั้นเป็นตัวกำหนดการขับเคลื่อนกระบวนการตามความเหมาะสมของหลักสูตร
วิชาปรับฐานการเรียนรู้ เป็นหนึ่งในชุดวิชาที่ถูกบรรจุอยู่ในกระบวนการฝึกอบรมซึ่งถือเป็นรูปแบบของกรมการพัฒนาชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อละลายพฤติกรรมของผู้เข้ารับการอบรมให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในกระบวนการฝึกอบรม
การปรับฐานการเรียนรู้จึงเป็นประตูด่านแรกของหลักสูตรในการจัดกระบวนการฝึกอบรม หากเจ้าของวิชามีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของวิชา จะสามารถสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมให้กับผู้เข้ารับการอบรมเพื่อให้มีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมเข้าสู่เนื้อหาวิชาต่อไป

เทคนิคการปฏิบัติที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
        กิจกรรมนันทนาการเป็นกิจกรรมที่สานสัมพันธ์ให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ทำความคุ้นเคยและรู้จักกัน ก่อนเข้าสู่เนื้อหาของกระบวนการฝึกอบรม ดังนั้นกิจกรรมนันทนาการจะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ผู้นำกิจกรรม (Recreation Leader) จึงเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินการเล่นกิจกรรม จากประสบการณ์การเป็นผู้นำกิจกรรมนันทนาการหลายครั้งทำให้รู้ว่า “การสังเกตุอารมณ์ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญที่สุด” ทุกครั้งที่นำกิจกรรมดิฉันจะบอกทีมช่างปรับเสียงไมโครโฟนให้ดังขึ้น พยายามพูดให้ช้าลง และชัดถ้อยชัดคำ เนื้อหากระชับ ใช้คำศัพท์ง่าย ๆ สไลด์แทบไม่มีตัวหนังสือ สอดแทรกเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าไปในทุกๆ กิจกรรมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่แฝงด้วยข้อคิดจากการเล่นกิจกรรมนันทนาการ (Play & Learn) รวมถึงการใช้คำพูดที่สละสลวยในการเชื่อมโยงแต่ละกิจกรรม จะสามารถทำให้บรรยากาศในการนันทนาการราบรื่นไม่สะดุด สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง คือ การใช้สายตาจับที่ผู้ฟัง (Eye Contact) และรอยยิ้ม ประกอบการพูดจะทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดความสนใจและดึงการมีส่วนร่วมได้มากยิ่งขึ้น
         ข้อสังเกต/ข้อพึงระวัง
        ในการทำกิจกรรมนันทนาการบางครั้งอาจมีผู้อบรมที่ยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของวิชา อาจไม่ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมส่งผลทำให้บรรยากาศสะดุดหรือติดขัด ผู้นำกิจกรรมควรมีปฏิภาณไหวพริบที่ดีในการแก้สถานการณ์ และบางกิจกรรมจำเป็นต้องอธิบายหรือสาธิตให้เห็นเป็นตัวอย่างจึงควรทำขั้นตอนนี้อย่างช้า ๆ ใช้คำพูดง่ายๆ สื่อสารได้เข้าใจเพื่อให้ผู้อบรมได้เข้าใจวิธีการที่ตรงกัน

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เทคนิคการสังเกตสัญญาณเตือนจากไฟรถยนต์



             เจ้าของความรู้  นายชาญณรงค์  จิรขจรกุล
             หมายเลขโทรศัพท์  054-829768
            ที่ติดต่อ  ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง
                            83 หมู่ 10 ตำบล ปงแสนทอง อำเภอ เมือง จังหวัด ลำปาง 52100

           ความเป็นมา  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ข้าพเจ้าเข้ารับตำแหน่ง พนักงานขับรถยนต์ ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ได้ขับรถยนต์ไปราชการต่างจังหวัดในหลายต่อหลายครั้ง ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน โดยสังเกตเห็นสัญญาณเตือนข้างทางทั้งที่เป็นวัตถุมองเห็นได้ชัดเจนกับสัญญาณไฟจราจรต่างๆมากมาย ซึ่งสัญญาณเหล่านี้สำหรับผู้ที่ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนคงทราบกันดี แต่คงยังมีสัญญาณไฟจากรถยนต์ที่มีบางท่านยังไม่เข้าใจว่าในแต่ละครั้งนั้นที่มีการส่งสัญญาณมาหมายความว่าอย่างไร ในบางครั้งหากเราไม่เข้าใจแล้วนั้น อาจทำให้เกิดอันตรายต่อทรัพย์สินหรือชีวิตได้ แต่ถ้าเราเข้าใจสัญญาณไฟเหล่านั้นก็จะทำให้เกิดความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์บนท้องถนนมากขึ้น
          วิธีการสังเกตง่ายๆจะมีบอก 2 จุด คือ ไฟหน้าและไฟเลี้ยว โดยมากจะเตือนอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องด่านตรวจต่างๆ 2.อุบัติเหตุหรือมีสิ่งกีดขวางการจราจร ซึ่งถ้าเข้าใจการสังเกตสัญญาณไฟก็จะเข้าใจถูกต้องไม่ยากเลย.....โดยมากที่เห็นได้ตามท้องถนน มีดังนี้
          1.เปิดไฟ ซ้ายที-ขวาที สลับกันไป ซึ่งมักพบกับรถทุกประเภท ให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เพราะมีการเบรกกะทันหันหรือข้างหน้าอาจจะมีอุบัติเหตุ เมื่อพบสัญญาณไฟลักษณะนี้ไม่ควรแซง เพราะอาจจะมีสิ่งกีดขวาง
          2. เปิดไฟ เลี้ยวซ้ายแล้วชะลอความเร็ว สัญญาณนี้ คือ สามารถแซงขวาได้ ส่วนมากจะพบในถนน 2 เลนสวนกัน แต่ก็ต้องดูความปลอดภัยเองด้วย รวมถึงสังเกตว่าเขาจะจอดรึเปล่าโดยปกติแล้วถ้ารถจะจอดจะชิดขอบทางด้านซ้ายทันทีพร้อมเปิดไฟเลี้ยวซ้าย
                  3.เปิดไฟ เลี้ยวขวา ถ้าพบสัญญาณไฟนี้อยู่บนถนนทางหลวงนั้น หมายถึง การขอทางเพื่อแซงรถคันหน้า ซึ่งหากเป็นเราขับจะให้หรือไม่ให้แซงนั้นควรดูความเร็วและระยะทางความห่างของรถเรา แต่หากเจอรถ 10 ล้อเปิดไฟนี้ควรที่จะชะลอทันที เพราะเขาจะแซงออกมาทันที และหลังจากนั้นเราจะแซงเขาจะเปิดไฟเลี้ยวซ้ายก็แสดงว่าทางสะดวกเราแซงได้
                  4.ขับรถสวนกันแล้วรถฝั่งตรงข้ามกระพริบไฟ 2 ที หรือ ปิด-เปิดไฟหน้า ในตอนกลางคืน ควรชะลอความเร็วทันทีเพราะสัญญาณนี้อาจจะมีอุบัติเหตุข้างหน้าเรา โดยสัญญาณนี้จะใช้กันในระยะไม่เกิน 500 เมตรถึง 1 กิโลเมตร จากจุดเกิดเหตุ
                   5.กระพริบไฟหน้าพร้อมเปิดไฟเลี้ยวขวา เป็นการบอกว่ามีด่านตรวจอยู่ด้านหน้าเรา
                  6.ในตอนเวลาเรากลับรถ รถที่ขับสวนมากระพริบไฟให้เรา 1 ที ( ส่วนมากเข้าใจผิดกับสัญญาณนี้ทั้งผู้ใช้และผู้สังเกต ) หมายถึง ทางสะดวกกลับรถได้เลย สัญญาณนี้เป็นมาตรฐานสากลใช้กันทั่วโลกแต่ถ้ากระพริบไฟ 2 ที หรืออาจบีบแตรด้วย แสดงว่า ไม่อนุญาตให้กลับรถเพราะเขาอาจจะขับรถมาด้วยความเร็วสูง
                  7.ขับรถสวนกันแล้วกระพริบไฟ 1 ที เป็นการสอบถามความสะดวกในการขับขี่ทางข้างหน้า เช่น ด่านตรวจและเป็นการทักทายหรือตรวจสอบคนขับรถในคันที่สวนมา ว่าง่วงนอนหรือจะมรอาการหลับในหรือเปล่า ถ้าไม่มี ให้เรากระพริบไฟตอบ 1 ที หมายถึง ทางสะดวกและเพื่อเป็นการทักทายไม่มีอะไรมาก
                   8.ในเลนสวนกัน พบรถช้าและคันที่ 2 ในขบวนกระพริบไฟแล้วเบนหัวออกลักษณะนี้ให้ชะลอความเร็วและชิดไหล่ทางทันที เพราะรถคันที่ให้สัญญาณดังกล่าวกำลังจะแซง ซึ่งเขาจะไม่รอช้าให้คุณผ่านไปก่อน ควรจะหลบเข้าข้างทางเสียเพื่อความปลอดภัย
                  9.ในเลนสวนกัน รถเปิดไฟเต็มดวงแล้วกระพริบไฟขณะแซง แสดงว่า เขาลากเพื่อนมาด้วย คือ อาจจะมีรถตามมาด้วย 4-5 คัน เราก็ควรที่จะชะลอความเร็วลงไหล่ทางเหมือนกัน บางครั้งอาจหมายถึงแซงทั้งขบวนควรระวังให้ดี

              สัญญาณเหล่านี้ เป็นเพื่อนร่วมทางมักให้สัญญาณในกรณีต่างๆบนท้องถนน ซึ่งการกระทำเหล่านี้มีประโยชน์มากในการใช้ทางร่วมกันในยามขับขี่รถยนต์หรือเดินทางไกลไปต่างจังหวัด ทำให้เกิดความสุขในระหว่าการขับขี่และเกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เทคนิคการเขียนโครงการ...อย่างง่ายๆ




           เจ้าของความรู้      :   นางสาววชิรญาณ์ แย้มเยื้อน ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล
           ความเป็นมา/สถานการณ์/แรงบันดาลใจ
              ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง มีภารกิจและอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ให้บริการทางวิชาการ รวมถึงการวิจัยและพัฒนา เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาบุคลากรในงานพัฒนาชุมชนให้มีศักยภาพในพื้นที่เขตให้บริการ ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ในฐานะนักทรัพยากรบุคคลซึ่งมีหน้าที่จัดกระบวนการฝึกอบรมของหน่วยงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อผู้เข้ารับบริการ และการเขียนโครงการจัดเป็นรายวิชาหนึ่งในหลักสูตรการฝึกอบรมโครงการผู้นำการพัฒนาเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปีเพื่อเสริมสร้างให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะและหลักการเขียนโครงการที่ถูกต้อง สามารถเขียนโครงการขอรับงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานในชุมชนต่อไป จึงขอสรุปกระบวนการและเทคนิคความสำเร็จในการเขียนโครงการไว้ ดังนี้

          วิธีการ/ขั้นตอนการปฏิบัติ
๑.จัดทำแผนการสอนวิชา มีรายละเอียดประกอบด้วย ชื่อวิชา/เวลา/ผู้เรียน/วัตถุประสงค์/แนวคิดสำคัญ/ขอบเขตเนื้อหา/เทคนิควิธีการ/การวัดและประเมินผล
๒.จัดทำขอบเขตเนื้อหาวิชาประกอบการสอน โดยมีขอบเขตของเนื้อหาวิชา มีรายละเอียดประกอบ คือ ชื่อโครงการ ผู้รับผิดชอบโครงการ หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีการ/ขั้นตอนการดำเนินงาน สถานที่ดำเนินการ งบประมาณ ระยะเวลาดำเนินการ ผลที่คาดว่าจะได้รับ

๓.จัดทำเอกสารประกอบการเขียนโครงการ ประกอบด้วยเนื้อหาความรู้วิชา ตัวอย่างของการเขียนโครงการและแบบฟอร์มการเขียนโครงการเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ารับการอบรม

                                 เทคนิคการปฏิบัติที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
                การเขียนโครงการเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนโยบาย แผนงานและโครงการ เพื่อจะได้เขียนโครงการได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ นอกจากนั้นผู้เขียนโครงการจะต้องหมั่นฝึกฝนเขียนโครงการ โดยจะต้องมีข้อมูลที่มาก ถูกต้อง เพียงพอ ทันสมัย และที่สำคัญจะต้องสามารถวิเคราะห์สถานการณ์อย่างถ่องแท้ได้ สามารถลำดับสถานการณ์ ความเป็นมา สภาพปัญหา แนวทางการแก้ไขก่อนและหลังได้ ก่อนเขียนโครงการ หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วมาเขียนตามแบบฟอร์มการเขียนโครงการ



                                 ข้อสังเกต/ข้อพึงระวัง
        พื้นฐานของกลุ่มเป้าหมายที่มาอบรมมีทักษะที่แตกต่างกันจึงทำให้ต้องอาศัยระยะเวลาในการอธิบายรวมถึงยกตัวอย่างและฝึกฝนในการเขียนโครงการ อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการเขียนโครงการมาก่อนจึงทำให้ผลการเขียนโครงการไม่ตอบวัตถุประสงค์ได้ชัดเจน

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

เทคนิคการตีกลองเพื่อการนันทนาการ





ชื่อความรู้      เทคนิคการตีกลองเพื่อการนันทนาการ
เจ้าของความรู้   ว่าที่ ร.ต.ชัยณรงค์  บัวคำ  นักทรัพยากรบุคคล
แก้ปัญหาหรือพัฒนาเกี่ยวกับ   การตีกลองไม่ถูกจังหวะในการนันทนาการ
ความเป็นมา
เนื่องจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง เป็นหน่วยงานฝึกอบรมให้กับข้าราชการ กรมการพัฒนาชุมชน เยาวชนและผู้นำจากชุมชนต่างๆ ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ซึ่งการอบรมในแต่ละครั้งจะมีวิชาปรับฐานการเรียนรู้ เพื่อสร้างบรรยากาศ มนุษยสัมพันธ์ที่ดีในการเหมาะสมพร้อมรับการเรียนรู้ในการอบรม ฉะนั้นกลองนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ในการให้จังหวะ สร้างความสนุกสนานในการนันทนาการ ดังนั้นเจ้าของความรู้จะได้แนะนำเทคนิคการตีกลองเพื่อนันทนาการ ดังนี้

“ใครอยากตีกลองให้มีเสียงที่ไพเราะและจังหวะสนุกสนาน ให้ลองทำตามขั้นตอน ดังนี้”

การฟัง เวลาท่านฟังเพลง ให้ฟังทำนองเพลง เนื้อร้องของเพลง จังหวะดนตรี ถ้าจะดีให้ท่านร้องเพลงนั้นให้ได้ด้วย             ถ้าจำเนื้อเพลงไม่ได้ ให้เขียนเนื้อเพลงไว้ จากนั้นก็ให้ท่องจนจำได้ หรือไม่ก็จำเฉพาะจังหวะทำน้องเพลงก็ได้ โดยใช้วิธีการฟัง เป็นประจำ ในขณะเดียวกัน ให้ท่านฟังเสียงกลองในเพลงนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสียงกลองชุด กลองทอม การโซโลรวมถึงเครื่องดนตรีชนิดอื่น เช่น ฉิ่ง ฉาบ เป็นต้น
และเมื่อท่านแยกจังหวะเพลงได้แล้ว ท่านจะรู้ว่าเสียงกลองชุดเป็นอย่างไร กลองทอมลักษณะการตีเป็นอย่างไร           และมีเสียงแตกต่างกันอย่างไร ให้ท่านสมมติเสียงของกลองแต่ละชนิด แล้วคิดพร้อมเปล่งเสียงตาม เช่น ผู้ที่จะตีกลองทอม  ปกติกลองทอม จะมีกลองอยู่ 2 ลูก  ซึ่งจะให้เสียงที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปมี ๓ เสียง คือ เสียงต่ำกับเสียงสูงและเสียงตัด             (หน้าใหญ่จะให้เสียงต่ำ หน้าเล็กจะให้เสียงสูง)
เสียงต่ำ           ให้สมมติการออกเสียงว่า            ชึ่ง       (1)
เสียงสูง           ให้สมมติการออกเสียงว่า            โปง      (2)
เสียงตัด              ให้สมมติการออกเสียงว่า   โจ๊ะ       (3)

จังหวะกลองที่มักใช้ในกิจกรรมนันทนาการ มีหลายจังหวะ เช่น จังหวะรำวง และจังหวะ 
ชะชะช่า (3ช่า) 

การสมมติเสียงตามจังหวัดรำวง ให้ลองฝึกทำตามวิธีนี้
ชึ่ง  ชึ่ง  โปงโปงโปง / ชึ่ง  ชึ่ง  โปงโปงโปง / ชึ่ง  ชึ่ง  โปงโปงโปง  หรือนับเป็นตัวเลข
1 1 222/1 1 222/1 1 222  ทำลักษณะนี้ไปจนจบเพลงในจังหวะรำวง
การสมมติเสียงตามจังหวะชะชะช่า (3 ช่า) ให้ลองฝึกทำตามวิธีนี้
ชึ่ง  ชึ่ง  โปงโปง  ชึ่ง /  โจ๊ะ  /ชึ่ง  ชึ่ง  โปงโปง  ชึ่ง /  โจ๊ะ  หรือนับเป็นตัวเลข
1 1 22 1 / 3 /1 1 22 1 / 3  ทำลักษณะนี้ไปจนจบเพลงในจังหวะชะชะช่า (3ช่า)
ข้อควรระวัง      ฟังและคิดตาม ออกเสียงตามจังหวะเพลง หมั่นฝึกทำบ่อยๆ จนจำจังหวะเพลงได้
         การฝึก หลังจาก ฟัง คิดตาม ฝึกออกเสียงตามจังหวะเพลงแล้ว ให้ท่านฝึกเคาะฝึกตีกลอง โดยพยายามการใช้มือหรือไม้กลองทั้งสองข้าง ให้มีความสัมพันธ์กันกับเสียงกลองที่เรากำหนด โดยกำหนดความถนัดของตัวท่านเอง เช่น บางท่านถนัดที่จะเริ่มต้นด้วยมือซ้าย บางท่านถนัดที่จะเริ่มด้วยมือขวา
          สำหรับหลายท่าน ถามว่า หากเราไม่มีกลอง จะให้ฝึกกับอะไร ไม่ยาก เพราะ อุปกรณ์ที่อยู่ตรงหน้าท่านสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ฝึกได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นโต๊ะ พื้นเตียง เก้าอี้ กะละมัง ถังสี สามารถนำมาฝึกได้ทุกอย่าง ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวท่านเอง ความคิดกำหนดเสียงตามจังหวะ และมือทั้งสองข้างที่เคาะหรือตีลงไปตามจังหวะที่เราคิด
          หากท่านที่ถนัดในการใช้มือตีกลอง (กลองทอม) การวางมือตีกลอง ให้ท่านใช้ส่วนของนิ้วมือ ๔ นิ้ว เรียงชิดติดกัน ตีลงหน้ากลอง แล้วปล่อยให้นิ้วกระเด้งขึ้นตามการสะท้อนของหน้ากลองโดยไม่กดไว้ จะได้เสียงที่กังวานและมีความไพเราะ
          ***หากท่านกดนิ้วมือไว้จะใช้เฉพาะกรณีที่ใช้ เสียงโจ๊ะ (3) เท่านั้น***
          ลองฟังและหมั่นฝึก เพียง 2 วิธีนี้ ท่านจะสามารถตีกลองได้ดี และจะเป็นอีกคนหนึ่งที่มีฝีมือในการตีกลองประกอบกิจกรรมนันทนาการได้ไพเราะและสนุก ไม่แพ้ใครในโลก
การตีกลองให้ได้เสียงที่ไพเราะ มีจังหวะเร้าใจสนุกสนาน มันอยู่ที่ “พรแสวง” มากกว่า “พรสวรรค์”