วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

บทอำลาข้าราชการธรรมดาสามัญผู้เกษียณอายุราชการ


ลาที่ มิใช่ลาก่อน ; บทอำลาข้าราชการธรรมดาสามัญผู้เกษียณอายุราชการ


            ตลอดเวลาในการทำงานสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน ผมรู้สึกว่าวันคืนที่นี่ผ่านไปเร็วมาก  วันหนึ่งผมก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องกล่าวคำอำลาเวทีแห่งนี้กับคนรอบข้างอย่างเป็นทางการเมื่อวันเกษียณอายุราชการของผมมาถึง  ชีวิตในสำนักงานและงานภาคสนามที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งที่ผมได้เลือกมาอยู่ทำงานระหว่างที่นี่กับจังหวัดน่านอีกจังหวัดหนึ่ง ขณะที่ทำงานในส่วนกลางกรุงเทพนั้น ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังเลย แม้แต่น้อย

            ที่เชียงราย ผมสัมผัสได้กับความสุขความอบอุ่นที่พอจะรู้สึกได้ ด้านหนึ่งเพราะผมยังมีเพื่อนร่วมงาน มิตรสหายที่ดีอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงยังมีระบบของเจ้านายคอยร่วมทำงาน ซึ่งบางครั้ง หรือในอดีต  คนเหล่านี้ก็ร่วมฝันกับผมบ้าง ปฏิเสธความฝันผมบ้าง มีปฎิกริยาที่รุนแรงต่อผมบ้าง ผมก็ไม่ว่าอะไร  ประการต่อมา อากาศ บรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่เชียงรายช่างเป็นใจ ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย สนุก ได้พบหาผู้คน มีเวลาอ่านหนังสือดีๆ ออกกำลังกาย ท่องเที่ยว  ตื่นตัวพร้อมทำงานท้าทายตามสไตล์ของผมบ้างหรืออย่างบูรณาการร่วมกันบ้าง  ที่สำคัญทำให้ผมมีโอกาสทำงานช่วยเหลือ แบ่งปันแรงกาย ความรู้ความสามารถที่พอจะมีแก่ผู้อื่นในสังคมนี้ได้
            ผมยังมีความหวังอยู่เช่นเดิมว่า คนอื่นๆที่ยังคิดเหมือนผมบ้าง และต่างบ้าง หากยังไม่ท้อแท้และหยุดคิดเรื่องการทำงานร่วมมือกันแบบจริงจัง แบบมองเห็นอนาคตของสังคมส่วนใหญ่  คงทำให้สังคมนี้มีความสงบสุข น่าอยู่ยิ่งขึ้น
            ประมาณ ๓๐ ปีของการทำงานเยี่ยงข้าราชการธรรมดาสามัญชั้นผู้น้อย เมื่อถึงวันนี้ผมก็พอใจแล้ว  เพราะผมลองคิดเชิงทุนทางสังคมถึงสิ่งที่ผมได้รับจากหน่วยงานและจากสังคมนี้ซึ่งได้ส่งมอบให้ผม  ทั้งแบบตั้งใจและมิได้ตั้งใจก็ตาม ก็นับว่ามีมากกว่าที่จะตีราคาเป็นเงินได้  ดังนั้นผมจึงไม่นำตัวเองไปเปรียบเทียบกับเพื่อนอีกหลายคน  ที่ผ่านมาการทำงานของผมไม่มีอำนาจพิเศษคอยช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ผมได้รับจนสรุปได้เป็นความพอใจได้นั้น บางทีอาจเป็นเพราะ ผมยังมีความเชื่อเรื่องความดีงาม ความซื่อสัตย์ยุติธรรมอยู่บ้าง  หรืออีกด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะผมมีความกล้าหาญพอที่จะแสดงตัวตน และจุดยืนเชิงสังคม แม้บ่อยครั้งต้องผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดผมก็อดทนได้ อย่าตำหนิผมเลยนะแม้ว่าที่ผ่านมาท่านจะเห็นพฤติกรรมแปลกๆของผมบ้าง  เพราะผมถูกฝึกให้รู้จักการช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่าคิดถึงการพึงพาผู้อื่น หยิ่งในศักดิ์ศรี  ด้วยบรรพบุรุษของผมก็พร่ำ สั่งสอนผมไว้
            ความรู้สึกสุข หรือทุกข์ใดๆของผมในวันนี้ หากจะมีแบบใดในวันพรุ่งนี้   ไม่มีใครคอยจัดให้เป็นพิเศษ นอกจากคิดว่าได้พยายามทำงานหนักเพื่อการพัฒนาตัวเองก็เท่านั้น ผมเห็นสิ่งท้าทายข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาในการทำงานช่วยเหลือตนเองโดยไม่ต้องพึงพาคนอื่นมากนัก  และหากมีพลังเหลือเฟือก็ไม่เคยลืมแบ่งปันให้คนอื่น หรือด้อยโอกาสกว่าผมในสังคมนี้ การใช้ชีวิตในองค์กรนี้ บางทีผมรักจะค้นหาว่า หน่วยงานมีอะไร หรือช่องทางไหนที่ผมจะช่วยหน่วยงานได้บ้าง มากกว่าที่จะคอยคาดหวังอะไรมากมายจนเกินความเข้าใจตัวเอง
            อีกครั้ง ขอขอบคุณน้องๆ หรือพี่ตามลำดับความดีที่ผมนิยามเรียก ถึงเวลาลาโรงสำหรับผมแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ผมจะขออโหสิจากท่านอีก เพราะปรกติผมไม่คิดร้ายใครจึงคิดว่าไม่จำเป็น อีกทั้งผมไม่ต้องการขอบคุณอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องการขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นักการเมืองหรือผู้ใดเป็นพิเศษ
            แต่ขอขอบคุณเพื่อนร่วมงาน ผู้ร่วมอุดมการณ์ ผู้ร่วมสุขและร่วมทุกข์ในการทำงานที่จังหวัดเชียงราย  หรือที่อื่นๆก็ตาม  ที่ทำให้เราได้พบกัน เข้ามาสัมพันธ์เกี่ยวข้องและได้เรียนรู้กันด้วยภาระหน้าที่การงานครั้งหนึ่ง   ขอสัญญาว่าที่ชีวิตที่เหลือ จะยาวหรือสั้นก็ตาม  นับจากวันพรุ่งนี้ เราจะช่วยกันดูแลสังคมให้เหมือน หรือเท่าๆกับที่เราพยายามทำกับตัวเราต่อไป  คิดถึงผมบ้างบางเวลา ดูแลสุขภาพของท่านและคนข้างเคียงและสู้ต่อไปกับงานหนักที่รออยู่ข้างหน้า

                                                                                                 ขอคารวะด้วยรักและนับถือ
บุญส่ง เวศยาสิรินทร์  ณ วันศุกร์ที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
บ้าน: ๑๐๗ หมู่ ๖ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โทร. ๐๕๓-๕๖๐๒๔๓, ๐๘๖-๗๒๘๓๗๖๑

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

รำลึกถึง..ศูนย์สารภี ตำบลขัวมุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่


           วันนี้ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง มีโอกาสต้อนรับนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลขัวมุง พ่อมนัส เศรษฐเสถียร ( อดีตกำนันตำบลขัวมุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่และประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตแห่งแรกของประเทศไทย..) ท่านมาเยี่ยมให้กำลังใจผู้นำ/แกนนำชุมชนตำบลขัวมุง ที่มาอบรมหลักสูตรผู้นำการพัฒนา ที่ศูนย์ฯลำปาง ระหว่างวันที่ 21 – 23 พฤษภาคม 2555 ..

              มีเรื่องเล่ามากมาย..จากประสบการณ์ของพ่อมนัส ที่ถือเป็นประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า..ที่พ่อมนัสได้ร่วมทำงาน ร่วมอุดมการณ์..กับกรมการพัฒนาชุมชนตลอดมา..
และหนึ่งในที่สุดของความภาคภูมิใจ ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้บันทึกเรียบเรียงไว้คือ พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ ศูนย์สารภี ต.ขัวมุง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ระหว่างปีพุทธศักราช 2518 - 2521

ความเป็นมา..ของศูนย์สารภี..
                        กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย  ได้จัดรูปแบบโครงการสารภี มาทดลองดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนในชนบท ในท้องที่ตำบลสารภี อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เทคนิค และเงินทุนประกอบอาชีพ ปัญหาสุขภาพและอนามัย มุ่งพัฒนาโดยเน้นหนักด้านเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพ เพิ่มผลผลิต และปรับปรุงวิธีการผลิตให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น โดยเริ่มทดลองดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 และประสบผลสำเร็จพอสมควร

                   ต่อมาในปี พ.ศ.2515 กรมการพัฒนาชุมชนได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิการศึกษาและประชาสงเคราะห์ ได้นำรูปแบบโครงการสารภีมาขยายผล โดยคัดเลือกท้องที่จัดตั้งศูนย์สารภีขึ้น ที่บ้านหัวดง หมู่ที่ 6 ตำบลขัวมุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ใช้ที่ดินซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 57 ตารางวา สร้างอาคารถาวรในศูนย์ฯ จำนวน 4 หลัง บ้านพัก 1 หลัง ระยะแรกดำเนินการในลักษณะศูนย์ช่วยเหลือ แนะนำ และสาธิตด้านวิชาการและการปฏิบัติ เน้นการเกษตรและสาธิตการเลี้ยงสัตว์ ต่อมาเพิ่มบทบาทในลักษณะศูนย์กลางบริการทางวิชาการ และศูนย์กลางในการปกครองและพัฒนาของตำบล

                จากบทบาทภารกิจของศูนย์สารภีในสมัยนั้น สร้างผลงานและชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนในเขตพื้นที่ตำบล อำเภอ และจังหวัด  ทั้งในด้านการฝึกอบรมให้ความรู้ แหล่งสาธิต แหล่งศึกษาดูงาน เช่น การทำเต้าเจี้ยว ทำน้ำปลา การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงหมู การตัดเย็บเสื้อผ้า ฯลฯ  ทำให้เป็นที่สนใจของราชสำนัก โดยหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เลขาราชสำนัก ได้มาประสานข้อมูลกิจกรรมของศูนย์สารภี      จากนายนวล  ชื่นดวง  พัฒนาการจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้น  และนำข้อมูลของศูนย์สารภี  ถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ซึ่งได้รับความสนพระทัยจากพระองค์ท่านเป็นอย่างมาก  และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี  เสด็จแทนพระองค์  ณ  ศูนย์สารภี


กำนันมนัส เศรษฐเสถียร กำนันตำบลขัวมุง  พร้อมราษฏรในตำบลเข้าเฝ้ารับเสด็จและกล่าวถวายรายงานต่อสมเด็จพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี


ในปี พ.ศ.2518 สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จแทนพระองค์ เพื่อทอดพระเนตรกิจกรรมของศูนย์สารภี ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2518 ทรงประทับในอาคารศูนย์สารภี และมีกำนันมนัส เศรษฐเสถียร เป็นผู้ถวายรายงานกิจกรรมการดำเนินงานของศูนย์ฯ


                                                       

                                                                  สมุดเซ็นเยี่ยมที่ทรงลงพระปรมาภิไธย
ในการมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำบลขัวมุง  อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่





นายมนัส เศรษฐเสถียร  กำนันตำบลขัวมุง และข้าราชการในพื้นที่กล่าวถวายรายงานต่อ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี  ณ ตำบลขัวมุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 



พระราชกรณียกิจ ณ ศูนย์สารภี..ตำบลขัวมุง ปีพุทธศักราช 2519

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมของศูนย์สารภี ในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2519  กำนันมนัส เศรษฐเสถียร ถวายรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์สารภีและนำเสด็จพระราชดำเนินรอบๆบริเวณศูนย์ฯ

                                

กำนันมนัส เศรษฐเสถียร กำนันตำบลขัวมุง  พร้อมข้าราชการในพื้นที่ เข้าเฝ้ากล่าวถวายรายงานผลการดำเนินงานศูนย์ฯ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี

                    

กำนันมนัส เศรษฐเสถียร กำนันตำบลขัวมุง  พร้อมข้าราชการในพื้นที่ เข้าเฝ้าถวายรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ


นายสวงค์ วงศ์สิทธิ์    พัฒนากรประจำตำบลขัวมุงและกำนันมนัส  เศรษฐเสถียร 
ถวายรายงาน การดำเนินกิจกรรมภายในศูนย์สารภีต่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 


                     ในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระราชดำรัสให้ราษฎรซึ่งเป็นเกษตรกรที่มารับเสด็จ ได้ทดลองปลูกสตอเบอรี่ในพื้นที่ตำบลขัวมุงเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมและฟางข้าวที่ใช้ปกคลุมแปลงสตอเบอรี่มีพวกปลวกมาอาศัยกัดกินเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จในการปลูกสเตอเบอรี่ที่ตำบลขัวมุง ในปี พ.ศ.2520  ได้มีการเปลี่ยนพื้นที่ทดลองปลูกสตอเบอรี่ไปที่ตำบลช่างเคี่ยน อำเภอเมืองเชียงใหม่แทน ...

พระราชกรณียกิจ ณ ศูนย์สารภี..ตำบลขัวมุง ปีพุทธศักราช 2520

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2520 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จศูนย์สารภี และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ตำบลขัวมุง 
- ทรงเยี่ยมชมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่บริเวณวัดขัวมุง และทรงตรัสถามกำนันมนัสว่า ตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขึ้นมาเพื่ออะไร เมื่อกำนันตอบในหลวงว่าเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับผู้ปกครองได้มีโอกาสทำมาหากิน..พระองค์ตรัสว่า เท่านี้ไม่พอหรอก..ต้องลึกกว่านั้น เพราะเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว ถ้าเอาสีดำมาจุด ก็จะเป็นสีดำ..ฝากไว้ด้วย
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำรัสแนะนำเรื่องการดูแลรักษาดินให้ราษฎรตำบลขัวมุง ซึ่งปลูกกระเทียมกันเต็มพื้นที่ว่า..การปลูกกระเทียมทุกปีและใส่ปุ๋ยเคมีด้วยนั้น ทำให้ดินแข็ง...จะต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชถั่วสลับบ้าง เพื่อปรับสภาพดินให้ดีขึ้น..



นายนวล  ชื่นดวง  พัฒนาการจังหวัดเชียงใหม่และคณะข้าราชการ
นำเสด็จพระราชดำเนินบริเวณรอบศูนย์สารภี  เพื่อทรงทอดพระเนตรงานและกิจกรรม
ของศูนย์ที่ได้ทรงพระราชดำรัสไว้เมื่อปีที่ผ่านมา


ศูนย์สารภี..ตำบลขัวมุง ปีพุทธศักราช 2520


              

           เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2521
           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่ศูนย์สารภีอีกครั้งหนึ่ง ..ทรงพระดำเนินไปวัดขัวมุง และเมื่อทอด      พระเนตรเห็นต้นยางต้นใหญ่ที่วัดมีฝูงผึ้ง  มาทำรังกว่าเจ็ดสิบรัง ทรงตรัสถามกำนันมนัสว่า  เอาผึ้งไปไหน เมื่อทรงทราบว่าทางกรรมการวัดให้คนมาเอาผึ้งขายทุกปี  ในหลวงตรัสว่า  
เขาหนีจากข้างนอกมาอยู่วัด ยังฆ่า
เขาอีกหรือ  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีการทำร้ายผึ้งในวัดขัวมุงอีกต่อไป จนถึงทุกวันนี้..ต้นยางต้นนี้ได้ชื่อว่าเป็นต้นยางที่สูงเป็นอันดับที่สามของประเทศและมีฝูงผึ้งมาทำรัง      อาศัยอยู่เป็นประจำทุกปี....

                        


        หม่อมหลวงภีศเดช  รัชนี, กำนันมนัส เศรษฐเสถียร และคณะข้าราชการในพื้นที่นำเสด็จพระราชดำเนินชมกิจกรรมและรับฟังผลการดำเนินของศูนย์สารภี




                                                   
      
นายสม วุฒิ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 10                            นายนา ยานวงศา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9
และเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม                                 และเกษตรกรในพื้นที่ ถวายกระเทียม
ในพื้นที่ตำบลขัวมุงถวายกระเทียม                       ให้ในหลวงฯ
ให้ในหลวงฯ

มองศูนย์สารภี..ในวันนี้..
( 28 มกราคม 2552 )

 ปัจจุบัน..ศูนย์สารภีถูกแบ่งเนื้อที่ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลขัวมุงเพื่อสร้างเป็นอาคารที่ทำงานของอบต.ขัวมุง แต่การบริหารจัดการของศูนย์สารภียังคงอยู่ในการกำกับดูแลของกรมการพัฒนาชุมชน โดยมีนายพิเชษฐ์ ภักดีเป็นนักการภารโรงอยู่ 1 ตำแหน่ง.. ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคงอยู่ของกิจกรรมในศูนย์สารภี เนื่องจากเป็นอดีตผู้นำเยาวชนของตำบลขัวมุง ที่ได้เข้ารับการพัฒนาและทำกิจกรรมในศูนย์สารภี จนมีความรักความผูกพันในงานพัฒนาชุมชน อีกทั้งเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญสามารถเป็นวิทยากรให้คำแนะนำส่งเสริมอาชีพการเกษตรให้กับผู้สนใจทั่วไป ทั้งเรื่องการเพาะเห็ดฟาง การเลี้ยงหมู การเลี้ยงไก่สามสายพันธุ์ การทำก๊าซชีวภาพ ฯลฯ..



                ศูนย์สารภี..ที่ขัวมุง..เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  ได้เสด็จมาถึง 4 ครั้งในระยะเวลา  4 ปี จึงควรมีการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม  เพื่อบูรณะ  ปรับปรุง  และรวบรวมผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ ไว้   เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ และสืบทอดองค์ความรู้ต่อไป...

                                                         
                                    
                                  ผู้ให้ข้อมูลและเอื้อเฟื้อภาพประกอบ...1.นายมนัส เศรษฐเสถียร
                                                                                          2.นายพิเชษฐ ภักดี
                                                                                          3.สำนักงานพัฒนาชุมชน
                                                                                             อำเภอสารภี 

                                              ผู้รวบรวมเรียบเรียง..บันทึกคำบอกเล่า..
                                                                                        1.นางอัญชลี ป่งแก้ว
                                                                                        2.นายสมศักดิ์ สันชมภู 
                                                                                        3.นายธาดา ธีระวาทิน                                            
                                                                                                                          
                                                                            วันที่บันทึก....28 มกราคม 2552..



























วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กระบวนทัศน์การพัฒนา..ชุมชนเทศบาลนครลำปาง


            ที่สวนบัวรีสอร์ท.. เชียงใหม่ ศุกร์ที่ 18 พ.ค.2555 มีโอกาสได้ร่วมการสัมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนและองค์กรภาคประชาชนในชุมชนเขตเทศบาลนครลำปาง มีกลุ่มเป้าหมายกว่า 150 คน เป็นแกนนำชุมชนในเขตเทศบาลนครลำปางกว่า 43 ชุมชน เจ้าหน้าที่เทศบาลนครลำปาง และเครือข่ายการพัฒนาในชุมชน(เครือข่ายสตรีลำปาง เครือข่ายบ้านมั่นคง ฯลฯ) หลังจากได้ทำความรู้จักผ่านกิจกรรมปรับฐานเรียนรู้ร่วมกันแล้ว ผู้เขียนรับผิดชอบจัดกระบวนการในช่วง 11.00 - 12.00 น.ในหัวข้อ "กระบวนทัศน์การพัฒนาชุมชน" เพื่อชวนกันมองภาพการพัฒนาชุมชนในเขตเทศบาลร่วมกัน...
           จากข้อมูลผลการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชน..ดูเหมือนมีช่องว่างระหว่างการทำงานร่วมกันในชุมชนเขตเทศบาล  ไม่ว่าจะเป็นแกนนำชุมชน สมาชิกในชุมชน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย..นิทานเรื่องตาบอดคลำช้าง..ยังใช้ได้ดีสำหรับทำความเข้าใจเรื่องกระบวนทัศน์ ซึ่งเป็นวิธีคิด วิธีปฏิบัติ..การมองภาพการพัฒนาที่แตกต่างกัน ทั้งๆที่มีเป้าหมายเรื่องเดียวกันคือ ชุมชนในเขตเทศบาล ( ช้าง )   ..แทนการเชื่ออย่างมืดบอด..ชุมชนในเขตเทศบาล มีสิ่งดีงามและโอกาสดีๆ หลากหลายมากมาย..หากนำความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่าง มาเชื่อมเข้าด้วยกัน..ชุมชนเทศบาลนครลำปาง..คงจะไปถึงเป้าหมายร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์และงดงาม...
                                                              
          ดูภาพคนงานก่อสร้าง 2 คน ทำงานเหมือนกันแต่..คนหนึ่งทำงานอย่างมีความสุข อีกคนทำงานด้วยความทุกข์ ความแตกต่างของความคิด..กรอบคิด.. นั้นส่งผลต่อพฤติกรรมหรือปรากฎการณ์ที่พบเห็น เช่นเดียวกับการทำงานในชุมชนเของเรา ไม่ว่าจะเป็นแกนนำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง..เพื่อให้แกนนำชุมชนและเจ้าหน้าที่/เครือข่ายการทำงานได้เข้าใจกันและกันยิ่งขึ้น ได้ แบ่ง 4 กลุ่มคละ ให้ลองช่วยกันหาเหตุผลเหตุผลที่แกนนำ/เจ้าหน้าที่ ไม่อยากลงชุมชนเหตุผลที่..งานในชุมชนล้มเหลว  เหตุผลที่ แกนนำ/เจ้าหน้าที่ .. ต้องลงไปทำงานกับชุมชน และปัจจัยส่งเสริมงานในชุมชนให้ได้ผล.. เหตุผลต่างๆ มีทั้งเหตุผลที่เป็นเหตุผลเชิงระบบ เชิงโครงสร้างที่ยากต่อการแก้ไขจัดการ หลายๆเหตุผลเป็นเรื่องทัศนคติ ทักษะความสามารถของตัวเราเอง ..จึงต้องจัดการที่ตัวเราเองก่อน การทำงานกับชุมชนจึงควรเริ่มด้วยใจ...ใจที่รัก ศรัทธา เชื่อมั่น และเห็นความสำคัญของการทำงานกับชุมชน..

             จัดการชีวิต..จัดการชุมชน..ชุมชนจัดการตนเอง...
.เริ่มจากตัวเอง..( เริ่มที่ใจ..วิธีคิด..กระบวนทัศน์..)..เริ่มจากทุน...ไม่ใช่ปัญหา....ทำจากเรื่อง ง่าย ๆ..ก่อนไปถึงเรื่องยากๆ..ให้ความสำคัญของข้อมูล..มากกว่าความรู้สึก..ให้ความสำคัญ..การแลกเปลี่ยนเรียนรู้..ไม่ใช่การทำงานในความว่างเปล่า  แต่เป็นการยกระดับความรู้....ให้ความสำคัญกับการวางแผนการทำงานไปสู่เป้าหมาย..การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน..ที่ชัดเจน....ให้ความสำคัญกับการจัดการ..เวลา ..คน..เงิน..ทรัพยากร..ให้มีความสมดุลระหว่าง..คนกับงาน..ใช้กระบวนการทางปัญญา( โดย..ศนพ.ประเวศ วะสี ) ในการทำงาน..

 1.ฝึกสังเกต 2.ฝึกบันทึก 3.ฝึกการนำเสนอ 4.ฝึกการฟัง 5.ฝึกปุจฉา-วิสัชนา 6.ฝึกตั้งสมมุติฐานและตั้งคำถาม 7.ฝึกการค้นหาคำตอบ 8.การวิจัย 9.เชื่อมโยงบูรณาการให้เห็นความเป็นทั้งหมด และเห็นตัวเอง 10.ฝึกการเขียนเรียบเรียงทางวิชาการ....และ..กระบวนการทำงานกับชุมชน...ลงล่าง-สร้างฐาน-สานข่าย-ใช้กระบวนการเรียนรู้..มุ่งสู่...ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้...ชุมชนจัดการตนเอง ..

                                                                        อัญชลี  ป่งแก้ว / บันทึก  22 พ.ค.2555

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

ทักษะของพี่เลี้ยง:อบต.ฝายแก้ว ภูเพียง น่าน


เจ้าของความรู้ : อัญชลี ป่งแก้ว
                          นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ

                เมื่อทีมงานศูนย์ฯลำปาง ได้รับการประสาน
จากนายกอบต.ฝายแก้ว ให้ไปฝึกอบรมเตรียมทีมพี่เลี้ยงให้ ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม 2554 ตามโครงการฝึกอบรมทีมสหวิชาชีพครู ข.
(พีเลี้ยง) เรื่องทักษะการเป็นวิทยากรกระบวนการ กลุ่มเป้าหมาย 30 คน เป็นเจ้าหน้าที่ของ อบต.ฝายแก้วทั้งหมด รวมทั้งตัวนายก อบต.เองด้วย และรวมถึงพัฒนากร ครู กศน.เกษตร สาธารณะสุขฯลฯ


            กระบวนการที่ใช้..ภายใน 1 วัน จึงเป็นการระดมสื่อ เกม และสร้างเงื่อนไข  หรือประเด็น ให้กลุ่มเป้าหมายได้คิด..วิเคราะห์ และ
ฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะการฟัง พูด ตั้งคำถาม จับประเด็น จดบันทึก เขียนเป็นแผนที่ความคิด..ทักษะการจัดเวทีประชาคมและการสรุปบทเรียน...ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการเป็นทีมพี่เลี้ยงของ อบต.ฝายแก้วทั้งสิ้น


 ขั้นตอน กระบวนการ เทคนิค เครื่องมือ...
1.ทักทาย แนะนำตัว บอกความรู้สึก บอกวัตถุประสงค์ของวิชา บอกกระบวนการ บอกข้อตกลง..แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นกันเอง..เป็นแก้วน้ำหลากสีที่มีน้ำอยู่แล้วค่อนแก้ว คือมีศักยภาพ มีทุน มีประสบการณ์ มีความรู้ ฯลฯ..เอามาเติมเต็มให้กันและกัน)


2.เล่นเกม.นี่แหละตน..เพื่อให้เข้าใจกันและกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันในชุมชนที่ต้องทำงานกับคนที่หลากหลาย จึง...   ต้องมีความเข้าใจธรรมชาติของคน และเรื่องของคน..

3.แลกเปลี่ยนประสบการณ์..
การเป็นวิทยากรกระบวนการ
ประเด็น:
* ความรู้ความเข้าใจเรื่องวิทยากรกระบวนการ (แจกบัตรคำ)
* ให้ยกตัวอย่างประสบการณ์ของแต่ละคนสั้นๆ
* ปัญหาอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการทำหน้าที่/บทบาทวิทยากรกระบวนการ
* ทักษะที่จำเป็น(ต้องมีความสามารถเรื่องอะไรบ้าง?)
วิทยากรสรุปแนะนำเพิ่มเติมด้วยสื่อ..



4.ฝึกปฏิบัติทักษะการฟัง การตั้งคำถาม การจับประเด็น และการจดบันทึก
                 ชวนคุยสถานการณ์การพูดคุยกันระหว่างคนในครอบครัว เพื่อน การประชุม และในเวทีชาวบ้าน..ให้ความสำคัญของทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับวิทยากรกระบวนการ


                 ฝึกปฏิบัติ: 1.จับคู่เล่าเรื่องประทับใจในวัยเยาว์
                                    สลับกันเล่า สลับกันฟัง และให้คะแนนกันและกัน
                                 2.แบ่งกลุ่มย่อย 4 คน/กลุ่ม แบ่งบทบาทตามความถนัด
                                    (1.คนเล่า 2.คนตั้งคำถาม 3.คนจับประเด็น
                                   ให้เขียนในรูปแผนที่ความคิดใน เอ4) 4.คนจดบันทึก(กระดาษ เอ4)
                                 3. รวมกลุ่มสะท้อนความรู้สึกและข้อคิดที่ได้จากการเรียนรู้ครั้งนี้ (ขึ้นฟลิปชาร์ท)
                         วิทยากรสรุปแนะนำเพิ่มเติมด้วยสื่อ ppt.




5.ทักษะการจัดเวทีประชาคม/เวทีแลกเปลี่ยน
                -ชวนคุย/แลกเปลี่ยนเรื่องเวทีประชาคม..ตามความเข้าใจหรือประสบการณ์ ในพื้นที่หมู่บ้านชุมชน
          ฝึกปฏิบัติ : การเป็นผู้เอื้ออำนวยการ(facilitator) ให้เกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย/ประเด็นที่ต้องการ
1. แบ่ง 2 กลุ่ม ฝึกปฏิบัติการจัดเวทีประชาคม(การเป็นวิทยากรกระบวนการ)
*กลุ่มที่ 1 จัดเวทีประชาคมเรื่อง “แนวทางการพัฒนาสตรีแม่บ้านของ อบต.ฝายแก้ว”
*กลุ่มที่ 2 จัดเวทีประชาคมเรื่อง ”การส่งเสริมกิจกรรมเยาวชนในพื้นที่ อบต.วอแก้ว”
2. พบพี่เลี้ยงกลุ่ม+เตรียมจัดเวทีประชาคม
3. จับฉลาก..จัดเวทีประชาคม กลุ่มละ 30 นาที ให้สมาชิกกลุ่มที่เหลือทั้งหมด เป็นผู้ร่วมแลกเปลี่ยน
          ประเด็น :   * สถานการณ์ของกลุ่มเป้าหมายในตำบล(แม่บ้าน/เยาวชน)
                           *วิเคราะห์ข้อดี/ข้อเด่นของกลุ่มเป้าหมาย
                           *วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค/ข้อจำกัดของกลุ่มเป้าหมายหรือในการทำงาน
                           *วิธีการ/แนวทางการพัฒนากลุ่ม(สตรีแม่บ้าน/เยาวชน)
                           *งาน/กิจกรรม/โครงการ ที่จะสนับสนุนแนวทาง/วิธีการข้างต้น
4. ตั้งข้อสังเกตร่วมกัน
5. สรุปให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมเรื่องการจัดเวทีประชาคม ด้วยสื่อ ppt.

6.เทคนิคการสรุปบทเรียน จากเกมทำเครื่องบินตะเกียบ..
1.เกริ่นนำให้เห็นความสำคัญของการทบทวนสรุปบทเรียนหลังการทำงาน
2.แบ่ง 2 กลุ่ม(เดิม) เล่นเกมสร้างเครื่องบินจากไม้ตะเกียบ
เงื่อนไข -ห้ามพูดคุย
              -วางได้ทีละคน
              -ห้ามขยับของคนอื่น
3.ปฏิบัติการสร้างเครื่องบิน ครั้งที่ 1 หมดเวลาให้คัดลอกเป็นรูปภาพลงบน เอ4 ทั้งสองกลุ่ม
4.ให้เวลาแต่ละกลุ่มพูดคุยวางแผน กัน 5 นาที
5. ปฏิบัติการสร้างเครื่องบิน ครั้งที่ 2 หมดเวลาให้คัดลอกเป็นรูปภาพลงบน เอ4 ทั้งสองกลุ่ม
6.แลกเปลี่ยนตามประเด็น ชุดคำถามการสรุปบทเรียน
1.เราวางแผนกันไว้อย่างไร อะไรคือเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ของการทำงาน
2. เมื่อเราดำเนินการไประยะหนึ่งแล้ว สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งใดเป็นไปตามที่วางแผน(ผล)/ทำไมเป็นเช่นนั้น(เงื่อนไข)
3. สิ่งใดไม่เป็นไปตามที่วางแผนนั้น/ทำไมเป็นเช่นนั้น
4. เรามีปัญหาอะไรบ้าง
5. เราน่าจะสามารถทำสิ่งใดให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้บ้าง
6. ในการดำเนินงานครั้งต่อไป สิ่งใด ที่เราปฏิบัติแตกต่างไปจากครั้งที่ผ่านมาบ้าง
7.วิทยากรสรุปให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมด้วยสื่อ ppt.

สรุป..กระบวนการทำงานกับชุมชน ต้องอาศัยทักษะ/เครื่องมือช่วยในการทำงาน ซึ่งสามารถพัฒนาเรียนรู้กันได้ ผ่านการลงมือทำและใจที่รักที่จะทำงานเพื่อชุมชนท้องถิ่นของตนเอง


                                                                                              ผู้บันทึกความรู้ : ดวงธิดา อำนาจผูก
                                                                                                 นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
                                                                                                                 10 ม.ค. 2555

ดูแลสุขภาพ..แบบพอเพียง

เจ้าของความรู้ : ดวงธิดา อำนาจผูก
                           นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ


             18 ปีด้วยอริยาบถเดิมๆ ซ้ำๆกับการนั่งทำงานบนโต๊ะ ในบทบาทของเจ้าหน้าที่การเงิน  ทำให้ผู้เล่าป่วยด้วยโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม และในปี 2549 เกิดอุบัติเหตุจากการยกของหนัก ผู้เล่าได้ยินเสียงกระดูกต้นคอลั่นดัง..และอย่างเจ็บปวด ต้องเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลด้วยการกินยาและกายภาพบำบัดเป็นเวลา 2 ปี ก่อนเข้ารับการผ่าตัดกระดูกคอ
ในปี 2551 และยังคงต้องรับยาจากโรงพยาบาลมากินอย่างต่อเนื่อง..


             จากปัญหาสุขภาพของตัวเองและการป่วยไข้ของคนในครอบครัวบ่อยๆ จึงสนใจศึกษาค้นคว้าการดูแลรักษาสุขภาพจากเอกสารตำราและอินเตอร์เนต พบว่าเราสามารถกินอาหารเป็นยา..แทนที่จะกินยาเป็นอาหาร เหมือนที่กำลังเป็นอยู่..อีกทั้งพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านต่างมีสรรพคุณเป็นยาทั้งสิ้น


             คลินิกแพทย์แผนไทย.. จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง...เลือกที่จะใช้อาหารในการบำบัดโรค โดยคุณหมอบอกว่าผู้เล่าเป็นคนธาตุไฟ ควรกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น เช่น ผักบุ้ง ตำลึง มะระ เป็นต้น ประกอบกับการค้นอ่านเพิ่มเติม..ใบโหระพากินสดๆทุกวัน เป็นยาครอบจักรวาล..ขิงข่าตะไคร้ในบ้าน..ต่างมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ฯลฯ จึงได้เริ่มลงมือประกอบอาหารจากพืชผักสมุนไพร ที่สามารถบำบัดโรค/บำรุงสุขภาพ ทั้งจากสวนครัวในบ้านและตลาดใกล้บ้าน


             ทำง่ายๆ.. น้ำตะไคร้สมุนไพร..แก้ปวดหลังปวดเอว..ขับลม..
              กลายเป็นน้ำยาสมุนไพรประจำบ้านและแบ่งปันประสบการณ์มาเผยแพร่ ทำน้ำสมุนไพรในการจัดเลี้ยง..ให้ผู้เข้าอบรมของสำนักงานฯ
            1.น้ำเปล่า 1 หม้อ+ตะไคร้ที่ทุบแล้ว 2- 3 หัว ตั้งไฟต้มพอน้ำเดือดซักพักก็หยุดไฟ เพื่อรักษาคุณค่าสารอาหารในตะไคร้
            2.ถ้าอยากให้มีรสหวาน ใช้น้ำตาลกรวด(ไม่หวานแหลมเหมือนน้ำตาลทราย)
            3.ใส่ดอกอัญชัญ สด 1 กำมือ(ถ้าเป็นดอกแห้งเอาแค่หยิบมือ)..ได้น้ำตะไคร้สีน้ำเงิน
            4.ถ้าอยากได้น้ำตะไคร้สีม่วง..ให้บีบมะนาวลงไปผสม

ผลการเรียนรู้ :
                 “ทุกวันนี้ ไม่ได้ดื่มแต่น้ำสมุนไพรอย่างเดียว แต่ทานอาหารที่เป็นสมุนไพรอื่นๆ ด้วย..2 ปีที่ผ่านมา คนในครอบครัวมีสุขภาพดีไม่ป่วยไข้บ่อยๆเหมือนแต่ก่อน..และตัวเองก็ไม่ต้องกินยารักษาหมอนรองกระดูกจากโรงพยาบาลแล้ว..”

                 “เราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองได้ จากพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านใกล้ตัว..ไม่ต้องไปสรรหาหรือเสียค่าใช้จ่ายซื้ออาหารเสริมราคาแพงลิบมาทาน..เป็นการดูแลรักษาสุขภาพ..แบบพอเพียง..”


                                                                                              อัญชลี ป่งแก้ว ..ผู้บันทึกเรียบเรียง

                                                                                                            10 มกราคม 2555