วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ขุมความรู้ กับแก่นความรู้ และกลยุทธ์การทำงานพัฒนาชุมชน

                    +
                     หาก จะมีใครสักคน อยากมีความรู้เรื่องจักรยาน เราอาจบอกเล่าให้เขามีความรู้ ความเข้าใจเรื่องจักรยาน ด้วยความรู้เป็นประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้ ได้ อาทิ
                    จักรยานคืออะไร ส่วนประกอบโครงสร้าง มีอะไรบ้าง เป็นอย่างไร วิธีขับขี่จักรยานทำอย่างไร ประโยชน์ของจักรยาน เป็นต้น    ทั้งหมดที่กล่าว เรียกรวมๆ ว่าเป็น ข้อมูลหรือองค์ความรู้เรื่องจักรยาน เพราะยังไม่มีใครสนใจ หรือคิดเอาไปใช้ทำประโยชน์อะไรเป็นการต่อยอด

                    แต่ถ้าเมื่อใด มีคนสนใจอยากได้ความรู้เรื่องจักรยาน เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ คนคนนั้นก็ต้องหาวิธีจัดการความรู้ หรือไปหาองค์ความรู้ อาจให้คนอื่นที่มีความรู้เรื่องจักรยานเล่าให้ฟัง อาจศึกษาจากหนังสือ หรือ สื่อต่างๆ ที่พูดถึงเรื่องนี้ ศึกษาไปศึกษามา ในที่สุด ก็ได้องค์ความรู้ใหม่อีกชุด โดยพบว่า    “การขับขี่จักรยาน มีผลดีต่อสุขภาพ” ( เพราะทำให้ได้ออกกำลังกาย คนขับขี่จักรยานประจำทำให้ร่างกายแข็งแรง เป็นต้น ในแง่เศรษฐกิจ ยังทำให้ประหยัดค่ารถในการเดินทางไปทำงานอีกด้วย) นี่ก็เป็นขุมความรู้ (Knowledge Asset) อีกองค์ความรู้หนึ่ง ที่ค้นพบในการจัดการความรู้การขับขี่จักรยาน
                         พูดกันง่ายๆว่า ในการค้นหาขุมความรู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ นั้น เขาไม่ได้ทำเล่นโก้ๆ หรือเอาแค่ให้รู้ว่าอะไร (Know-what) และ รู้ว่าอย่างไร (Know-how) แต่ยังต้องการศึกษาเพื่อให้รู้เหตุผลว่าทำไม (know-why) เกี่ยวข้องกับใคร เมื่อไร หรือที่ใด (Know-who Know-when Know-where) อีกด้วย เพื่อเอาไปขยายผล เพิ่มมูลค่า คุณค่าในการทำงาน หากเป็นธุรกิจก็เพื่อใช้ในการแข่งขันชนะเหนือคู่แข่ง

                          ในการต่อยอด ขุมความรู้ (Knowledge Asset) เราก็เอาขุมความรู้ที่พบ มาสังเคราะห์ เป็นแก่นความรู้ (Core Competence) เพื่อการใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ก็จะกลายเป็น....
“ถ้าหากประชาชนหันมาใช้จักรยาน จะส่งผลให้คนมีสุขภาพแข็งแรง แถมยังประหยัดค่ารถเมล์ได้” หรือ
“สุขภาพคนจะแข็งแรง ถ้าคนส่วนใหญ่หันมาใช้จักรยานในการเดินทาง”
กล่าวคือ แก่นความรู้ ที่เขียนจึงควรมีลักษณะที่เป็น แสดงเงื่อนไขเชิงเหตุและผล ว่า
“ ถ้าหาก.......จะทำให้ หรือส่งผลให้..........เกิดขึ้น” หรือ “If………………...then………”นั่นเอง
                         พอได้แก่นความรู้ ว่าด้วยการใช้จักรยานแล้ว เราสามารถเอามจัดทำเป็นวางแผน หรือทำเป็นกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อประโยชน์ในการทำงานต่อได้ เช่น จากขุมความรู้ และแก่นความรู้เรื่องจักรยานข้างต้น เราอาจจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ ได้ว่า
๑. เห็นควรรณรงค์ให้ประชาชนขับขี่จักรยานในการไปทำงานนอกบ้านให้แพร่หลาย
๒. ควรสนับสนุนการสร้างถนน หรือเลนพิเศษสำหรับผู้ใช้จักรยาน เป็นต้น

                          เราจะเห็นว่า กลยุทธ์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ มีที่มาที่ไปที่เกิดเพราะมีความพยายามในการจัดการความรู้      ขุมความรู้ จึงหมายถึง ความรู้ หรือองค์ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ได้จากคนทำงานในหน่วยงาน องค์กรหรือในสังคม และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งในการเพิ่มมูลค่า หรือคุณค่าของงาน มักถูกจัดเป็นกลุ่ม หมวดหมู่ในรูปแบบต่างๆ
                          ส่วน แก่นความรู้ (Core Competence) หมายถึง ความรู้ชุดเด็ด พิเศษ ที่แสดงความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในตัวคน ที่สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ นำไปสู่การพัฒนางาน หน่วยงานและองค์กรได้ สามารถต่อยอดการทำงาน การให้บริการได้ ซึ่งเป็นผลหรือองค์ความรู้ ที่อาจค้นหาหรือสกัดได้จากขุมความรู้ในที่ต่างๆทั้งประเภทที่ชัดแจ้ง และฝังลึกอยู่ในตัวคน

                                                     ...............................................

เอกสารอ้างอิง : ๑. Knowledge Management : More Than Just Know-how และ
                          ๒. Knowledge Management : Capturing And Structuring Knowledge Into Reusable Assets ทั้งหมดปรากฏในเว็ป/เอกสารหนังสือชื่อ Learning to Fly

บุญส่ง เวศยาสิรินทร์ – นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย เขียน : 13 มิย.54

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เครื่องมือการเรียนรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน

รายงานการเข้าร่วมสัมมนา..


หัวข้อ “ เครื่องมือการเรียนรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน”
วันพุธที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่
(บททดลองเสนอ โดยรูปแบบการจัดการความรู้)
-----------------------
ความนำ
              ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ เพื่อหาบทเรียนการทำงานในฐานะนักวิชาการพัฒนาชุมชนและสนใจเรื่องการบริหารจัดการการพัฒนาชุมชน ประเด็นการแสวงหาและสร้างภาคีความร่วมมือ และเรื่องเครื่องมือการทำงานพัฒนากับชุมชนซึ่งจะตอบสนองปัญหาความต้องการชุมชนได้อย่างแท้จริง จึงขอนำเสนอการจัดการความรู้จากงานที่ได้มีโอกาสเข้าร่วม และยังขอใช้เป็นรูปแบบการรายงานผลการเข้าร่วมกิจกรรม ต่อผู้บังคับบัญชาด้วย ดังต่อไปนี้

ความเป็นมา/เรื่องเล่า
              คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๒ ท่าน (ตัวแทนจากพัฒนาชุมชนจังหวัด และเกษตรจังหวัดเชียงราย) เข้าร่วมสัมมนา ตามหัวข้อ วันเวลาและสถานที่ที่กล่าวข้างต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิด วิธีการและเครื่องมือการเรียนรู้ตนเองของชุมชนในด้านเศรษฐกิจและสังคม และเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมในภาคเหนือ มีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วม ประกอบด้วย ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคการศึกษา และภาครัฐ ในภาคเหนือ ประมาณ ๒๐๐ คน เกี่ยวกับรูปแบบวิธีดำเนินการ หน่วยดำเนินการมีหนังสือเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมให้แจ้งผู้เกี่ยวข้องเข้ารับฟังการนำเสนอ และให้ตอบรับการเข้าประชุมล่วงหน้า กิจกรรมนอกจากการนำเสนอข้อค้นพบ มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและคลินิกให้คำปรึกษา ซึ่งทำโดยคณะผู้วิจัย อันมีคณาอาจารย์ร่วมกับตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่วิจัยนำร่องจากจังหวัดต่างๆ ร่วมถ่ายทอดข้อมูลตามตารางที่กำหนด

               แหล่งทุนสำคัญของโครงการนี้ คือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ(สกว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการภายใต้โครงการ “โครงการความร่วมมือเพื่อการแก้ไขความยากจน การพัฒนาสังคมและสุขภาวะ๒๑ จังหวัด” มีการจัดเก็บข้อมูลชาวบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มการผลิตในชุมชนพื้นที่โครงการ จำนวนหนึ่งในพื้นที่ ๑๓ จังหวัด ในการตอบโจทย์วิจัย ๓ ข้อ คือ (๑) ภาคการเกษตรมีการรวมกลุ่มเป็นกลไกจัดการการผลิต ผลผลิต การตลาด มากน้อยเพียงไร และกลุ่มมีความสามารถในการจัดการในประเด็นเหล่านี้เพียงใด (๒) ศักยภาพการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจของตำบลมีมากน้อยเพียงไร (๓) ผลิตภาพของสินค้าหลักห่างจากศักยภาพเพียงไร ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้จากการวิเคราะห์ตนเอง โดยใช้เครื่องมือค้นหาแล้วจัดการกับครอบครัว และชุมชนของตนเองในเชิงเศรษฐกิจของชุมชน จึงมีการสนับสนุนต้นแบบเครื่องมือการเรียนรู้ ด้านการจัดการเชิงเศรษฐกิจของชุมชนขึ้นโดยร่วมมือกับ๔ จังหวัดนำร่อง คือ พิษณุโลก ชัยนาท นครศรีธรรมราช และกาฬสินธุ์ คณะผู้วิจัย ให้เหตุผลว่าผลการศึกษาได้รับการตอบรับ เป็นอย่างดีในจังหวัดนำร่องจึงจัดถ่ายทอดแนวคิดวิธีการและเครื่องมือสู่ผู้เกี่ยวข้องการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน ให้แพร่หลาย การประชุมมีหัวข้อสำคัญ ดังนี้

              - การบรรยายพิเศษ“การขับเคลื่อนประเทศด้วยพลังความรู้ ความร่วมมือและการพึ่งพาตนเอง”
              - การนำเสนอประเด็น “ ใช้ข้อมูลหมู่บ้านอย่างไรให้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ศักยภาพการพึ่งตนเองระดับชุมชน และ จะใช้ข้อมูลบัญชีครัวเรื่องอย่างไร เพื่อการพึ่งตนเองระดับครัวเรือน” ตามด้วยกิจกรรมตอบข้อซักถามและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น
              - เรียนรู้อะไรจากข้อมูลการผลิต(ข้าว/ข้าวโพด)
             - การจัดทำฐานข้อมูลและการนำไปใช้ประโยชน์อย่างง่ายตอบข้อซักถาม
และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น
             - ประสบการใช้เครื่องมือการเรียนรู้ (จัดหวัดชัยนาท พิษณุโลก และนครศรีธรรมราช)
             - ข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ คลินิกให้คำปรึกษา สรุปปิดการประชุม

                   บรรยากาศการประชุม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้เข้าร่วมประชุม ส่วนตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นหมู่บ้านและระดับตำบลในจังหวัดเป้าหมายต่างเล่าความเป็นมา เหตุผลที่ได้เข้าร่วมโครงการ และคุณค่าจากการที่พวกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลในการพัฒนาชุมชน ความรู้สึกชื่นชมต่อเจ้าหน้าที่หรือนักวิจัยที่ได้ลงไปทำงานอย่างใกล้ชิดกับพวกเขาและผลกระทบที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนของพวกเขาซึ่งดูจะแตกต่างจากการพัฒนาแบบเดิม

                                                ความรู้ที่ได้รับ (Knowledge Assets)

๑. กระบวนการบริหารจัดการการพัฒนา เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตชุมชนผ่านโครงการศึกษาและวิจัยผ่านการสร้างภาคีความร่วมมือหลากหลายภาคส่วน
๒. เนื้อหาวิธีการการสร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตชุมชน โดยให้ความสำคัญเรื่องข้อมูล

                                                        ขุมความรู้ (Core Competency)

๑. กระบวนการการบริหารจัดการการพัฒนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตชุมชนผ่านโครงการศึกษาวิจัย และการสร้างภาคีความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลให้สามารถขยายผลการศึกษาและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้


๒. ข้อมูลและกระบวนการจัดเก็บข้อมูลที่ดีสามารถทำให้ประชาชนเกิดการมีส่วนร่วมเรียนรู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตชุมชน

                                                                    ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์

๑. หน่วยงานกรมฯ ควรแสวงหาความร่วมมือ ในการดำเนินการพัฒนาชุมชนด้วยรูปแบบและวิธีต่างๆ ที่หลากหลายร่วมกับภาคีพัฒนาต่างๆให้มากขึ้น


๒. หน่วยงานกรมฯ ควรพัฒนาการใช้ประโยชน์ข้อมูลที่เน้นมุ่งตอบสนองปัญหาและความต้องการชุมชนมากขึ้น

                                                                                 
                                                                                 บุญส่ง เวศยาสิรินทร์
                                                                     นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ      
                                                                  สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย



วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สตรีลำปาง..กับบทบาทการเป็นผู้นำในสังคมปัจจุบัน

             ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ได้รับการประสานงานจากกลุ่มเครือข่ายสตรีลำปาง ในการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง สตรีกับบทบาทการเป็นผู้นำในสังคมปัจจุบัน (โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำกลุ่มเครือข่ายสตรีลำปาง)  จำนวน 2 รุ่น
              ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2554  เป็นแกนนำเครือข่ายสตรีอำเภอแจ้ห่ม-วังเหนือ  สถานที่ประชุมที่ห้องประชุมร้านแอ่วอิ่ม อำเภอแจ้ห่ม  และวันที่ 5 พฤษภาคม 2554 เป็นกลุ่มแกนนำสตรีในอำเภอเมืองลำปาง ที่ห้องประชุมโรงแรมรีเจนท์ลอร์ด

                                                             แนวคิดของเครือข่ายสตรีลำปาง
            ในยุคที่สตรีมีบทบาทและหน้าที่สำคัญมากขึ้น..เพื่อให้สตรีมีการแสดงบทบาทและสถานการณ์ตามความเหมาะสม รวมทั้งเพื่อแสวงหาความรู้และแนวคิดใหม่ๆให้กับตนเอง เพื่อนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม เครือข่ายในฐานะองค์กรสำคัญที่ดำเนินงานทางด้านสตรี เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ที่จะเสริมสร้างศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของสตรีให้ดียิ่งขึ้น


                กลุ่มเครือข่ายสตรีสำปางเล็งเห็นความสำคัญในโครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำสตรี ให้มีวิสัยทัศน์ มีบุคลิกภาพโดดเด่นเป็นที่น่าเชื่อถือ สร้างการยอมรับ สร้างทัศนคติที่เอื้อต่อการบริการ ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เป็นฐานพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ เป็นแบบอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหาสังคม..นำไปสู่การพัฒนาต่อไป.
                       วิธีการ/กระบวนการ...ชวนคิดชวนคุย..ฝึกปฏิบัติ..
*รู้จักเขารู้จักเรารู้จักกัน กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ นันทนาการ..หาความคาดหวัง...


**แลกเปลี่ยนทัศนะ..ความสุขของแม่ญิงลำปาง..

ผลการเรียนรู้..ในภาพรวมทั้งสองรุ่น แม่ญิ๋งลำปางต่างให้นิยามความสุขได้อย่างเข้าใจถึงความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขทางใจที่ได้อยู่กับครอบครัว ดูแลคนที่รัก ทำในสิ่งที่ชอบและได้ดูแลช่วยเหลือคนอื่น..ชุมชน..สังคม..

***ประเด็นแลกเปลี่ยนเชื่อมต่อความสุขที่เครือข่ายสตรีได้ทำเพื่อชุมชน/สังคม 3 ประเด็น...ใช้วิธีแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น+ส่งตัวแทนนำเสนอ ให้กลุ่มใหญ่เติมเต็มเพิ่มเติม



ประเด็นนำเสนอ..คุณลักษณะของแกนนำสตรีพึงประสงค์

 ใน 3 ประเด็นหลักๆ คือ
1.คุณสมบัติแกนนำสตรีพึงประสงค์
2.บทบาทหน้าที่ของแกนนำสตรี
3.ผู้นำสตรีหรือแกนนำสตรีควรมีทักษะ ความรู้ ความสามารถในเรื่องอะไรบ้าง


   
ประเด็นแลกเปลี่ยน..บทบาทหน้าที่ของผู้นำสตรี/แกนนำสตรี
ควรจะทำบทบาท..หน้าที่อะไรอย่างไรบ้าง..

ประเด็น..ผู้นำสตรีควรจะมีความรู้ความสามารถในด้านใดบ้าง
หรือในเรื่องอะไรบ้าง..
         กระบวนการในช่วงเช้าจะทำให้แกนนำ+สมาชิกเครือข่ายสตรี ได้ทบทวนตัวเองและเข้าใจบทบาทหน้าที่ในฐานะตัวแทนสตรีหรือแกนนำสตรีจากหม่บ้านชุมชนมากยิ่งขึ้น เป็นการปรับทัศนคติในการทำงานร่วมกัน  ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการพัฒนาทักษะการพูดในที่ชุมชน ผ่านการฝึกปฏิบัติร่วมกัน
  
               สุดท้ายของกระบวนการเป็นการสรุปผลการเรียนรู้ร่วมกันของเครือข่ายสตรี รวมทั้งสะท้อนความคิดเห็น เสนอแนวทางข้อเสนอแนะในการพัฒนาศักยภาพสมาชิกเครือข่ายสตรีลำปาง ผ่านกิจกรรมงานโครงการที่องค์กรเครือข่ายสตรีได้วางแผนทำงานร่วมกัน..

                                                                                                    ทีมวิทยากรศูนย์ฯลำปาง
                                                                                                    1.นายสงัด หมื่นตาบุตร 
                                                                                                    2.นางอัญชลี ป่งแก้ว
                                                                                                    3.นายธาดา ธีระวาทิน
                                                                                                    4.นายธนาศักดิ์ เตชะวงศ์

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เวทีค้นหาความสุข..ที่บ้านทุ่งข้าวหาง อ.ทุ่งหัวช้าง ลำพูน

               วันพฤหัสบดี 28 เมษายน พ.ศ.2554 ทีมงานศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ได้ไปช่วยเดินเวทีค้นหาความสุขของชุมชนบ้านทุ่งข้าวหาง ต.ตะเคียนปม อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน

กระบวนการที่ใช้
         หลังจากที่พัฒนาการอำเภอทุ่งหัวช้าง คุณพิเชษฐ์ อาจสามารถ ได้พูดคุย บอกที่มาที่ไปและวัตถุประสงค์ของการพูดคุยกันในวันนี้แล้ว คุณอภิวัฒน์ ธีระวาสน์ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาการชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำพูน ได้ชวนพูดคุยทบทวนทำความเข้าใจร่วมกัน..
หมู่บ้านทุ่งข้าวหางในบทบาทของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาของในหลวงและการเตรียมการประกวดหมู่บ้านต้นแบบฯของที่นี่ด้วย
             ทีมวิทยากรจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง เริ่มต้นกระบวนการด้วยการชวนคุย ทำความคุ้นเคยชาวบ้านในศาลากว่า 160 คน (กลุ่มเป้าหมายเป็นตัวแทนครัวเรือนทุกหลังคาเรือน จึงมีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ แม่บ้าน เยาวชน ไปจนถึง ตัวเล็กตัวน้อย) พร้อมการแนะนำตัวของทีมงาน
                                           แต่ละคน

วิเคราะห์ความสุข ของชาวบ้านทุ่งข้าวหาง
          เราทักทายพูดคุยแบบเป็นกันเอง ให้มองเห็นกันเป็นลูกหลาน และชวนกันคุยถึงเรื่องจะทำอย่างไรให้รักษาความเป็น “สุขเย็น” ที่บ้านบ้านทุ่งข้าวหางให้มีไว้ต่อ ๆ ไป
          เราชื่นชมตั้งแต่รถวิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน ที่ร่มรื่นสะอาดตา  บรรยากาศเย็นสบาย (เมื่อคืนฝนตก) เขียวชอุ่มชุ่มชื้นไปทั้งหมู่บ้าน แต่ละบ้านอยู่กันแบบวิถีเดิม ๆ ..ไม่มีรั้วกั้นแบ่งเขตบ้าน..บริเวณบ้าน บ่งบอกถึงความสุขสงบ... ความเป็นพี่น้องและเครือญาติกัน ทุกคนยืนยันว่าที่นี่มีอยู่ “พริกมีบ้านเหนือ เกลื๋อมีบ้านใต้ ขะมิ้นจั๊กไค มีบ้านปี้บ้านน้อง”

               เราเห็นเด็กเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งนั่งด้านหน้าเวทีอย่างกระตือรือร้นการพูดคุยในศาลาวัด..ที่มีภาพเขียนฝาผนังเป็นเรื่องราวประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน “คนยอง” จึงขอเริ่มต้นด้วยการเล่านิทานที่เป็นคติธรรมที่ได้ฟังมาจากพระเช่นกัน...เด็ก ๆ เริ่มขยับตัว ผู้เฒ่า...เริ่มเงียบ..เงี่ยหูฟังกันว่า...จะยังไง?
               มีปลา 3 ตัวในแม่น้ำ พูดคุยกันว่า เย็นนี้รู้ว่าจะมีคนหาปลามาทอดแหจับปลาที่นี่...
               ปลาตัวแรก เชื่อเรื่องเวรกรรม...บอกว่ามันถึงเวลาตายของเราแล้ว ...ก็ให้มันแล้วแต่เวรแต่กรรมเถอะ..
               ปลาตัวที่สอง เชื่อเรื่องความเพียร...เขาเริ่มต้นว่ายทวนน้ำหนี้จากไป...ด้วยเชื่อว่า ถ้าพยายามว่ายทวนน้ำไปเสียแต่ตอนนี้...ก็มีมีโอกาสรอดตายจากคนจับปลา..
               ปลาตัวที่สาม เชื่อเรื่อง “ปัญญา” เขาเริ่มตั้งสติคิดวางแผน  ถ้าหากเราถูกจับได้..จะแกล้งทำเป็นตายแล้วหาทางหาจังหวะหนี้รอด...

               แน่นอน...เมื่อคนหาปลามาถึงแม่น้ำ....ปลาตัวแรกถูกจับไป ตามเวรกรรมที่เขาเชื่อ...ไม่มีปลาตัวที่สอง อยู่ให้จับ...เพราะใช้ความเพียรพยายามว่ายน้ำทวนกระแสน้ำเชี่ยว...หนี้หายไปแล้ว...เมื่อคนหาปลาจับปลาตายขึ้นมาได้...เขาไม่สนใจมันเลยและโยนทิ้งไปเสีย...รอดด้วยปัญญา..
               เราทุกคนก็เช่นกัน...ไม่มีใครงอมืองอเท้านั่งรอให้เวรกรรมหรือใคร..เป็นตัวกำหนดชีวิตของเรา...ถ้าต้องเกิดมาเป็นคนจน(ด้วยเวรกรรมแต่ปางก่อน) ก็ต้องใช้ความเพียรพยายาม และสติปัญญาในการดำเนินชีวิต..ขยันหมั่นเพียร...เก็บออม...ใช้ชีวิตด้วยปัญญา..ด้วยวิถีแห่งความพอดี พองาม เหมาะสม สมดุล...พอเพียง..


แล้วความสุขของคนบ้านทุ่งข้าวหางคืออะไร? (บ้าง...)
              ตั้งคำถามรวม ๆ กันก่อน...ถ้าอยากมีความสุขสัก 1 ชั่วโมงทำอะไรดีเอ่ย?...
สุภาษิตจีนบอกว่า......
ถ้าอยากมีความสุขสัก 1 ชั่วโมง...จงงีบ....
ถ้าอยากมีความสุขสัก 1 วัน.. จงตกปลา
ถ้าอยากมีความสุขสัก 1 เดือน.. จงแต่งงาน
ถ้าอยากมีความสุขสัก 1 ปี.. จงรับทรัพย์
แต่ถ้าอยากมีความสุขตลอดชีวิต...จงช่วยเหลือผู้อื่น...ทำให้คนที่อยู่ข้างหน้าเรามีความสุข...(การทำให้คนอื่นมีความสุข ทำได้หลายวิธี ไม่เฉพาะแต่ช่วยเหลือกันเป็นสิ่งของเงินทอง...แต่เป็นคำพูด...เป็นกำลังใจ เป็นคำแนะนำสั่งสอน เป็นความรู้ เป็นน้ำใจ ฯลฯ)

                 ถึงตอนนี้ ให้แต่ละคนคิด...ถามตัวเองว่า..อะไร หรือสิ่งไหนบ้าง
หรือทำอะไร...แล้วตัวเรามีความสุข...ได้ถามไปทีละคน ทั้งคนหนุ่มสาว พ่อหลวง อบต. ...เยาวชน...เด็กเล็ก จนถึงความสุขของคนเฒ่าคนแก่...
                ได้อยู่กับพ่อกับแม่...มีความสุข...คำตอบของเด็กน้อย...
                ได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้า…มีความสุข...เยาวชนตอบ
                ได้ทำกับข้าวให้ลูกผัวกิน.....แม่บ้านแม่เรือน
                ได้ดูแลคนเฒ่า...คำตอบคนเป็นลูกสาว
                ได้ทำงานทุกวัน....พ่อบ้านบอก..
                ดูแลกัน อยู่กันดี...เห็นหน้าลูกหน้าหลาน ..มีความสุข..คำตอบของผู้เฒ่า..
                เห็นลูกบ้านรักใคร่สามัคคีกันดี....พ่อหลวงบ้าน
                เห็นชาวบ้านร่วมไม้ร่วมมือกัน ไม่ทะเลาะกัน...ส.อบต....ฯลฯ


                ทีมงานศูนย์ฯลำปางขึ้นฟลิปชาร์ท พยายามแยกให้เป็นสองฝั่งของความสุข..ที่เป็นความสุขทางโลก (กามสุข) กับความสุขทางจิตใจ แต่ผลปรากฏว่าคนที่นี่มีคำตอบ...เป็นความสุขทางจิตใจเกือบทั้งหมด (มีเด็กเยาวชนผู้ชายวัยรุ่นเพียงคนเดียว ที่บอกว่า ความสุขของผมเกิดขึ้นเมื่อมีเงินใช้...ซึ่งเราก็บอกในเวทีว่า..เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะรู้สึกแบบนี้ )

สรุปให้เห็นว่า..ความสุขของคนบ้านทุ่งข้าวหาง..นี้ล้วนแล้วแต่เป็นความสุขที่ไม่ต้องซื้อหา หรือลงทุนอะไรมากมาย...แต่อยู่นานกว่าความสุขทางกาย..ที่ต้องลงทุนสูง แล้วก็อยู่ไม่นาน...
(ตัวอย่าง ใด้กินอาหารราคาแพง ๆ..ใส่เสื้อผ้าสวย ๆ มียี่ห้อ ราคาสูง... ไปท่องเที่ยวไกล ๆ ถูกหวย รวยแชร์..... ล้วนเป็นสุขสั้น ๆ แต่ต้องลงทุนสูงทั้งนั้น..)

แล้วเราจะรักษาความสุข..หรือสร้างความสุขร่วมกันในชุมชน
                                เราได้อย่างไร? เราจะวางแผน “คุ้มบ้านสร้างสุข” ร่วมกันอย่างไร...

             บ้านทุ่งข้าวหาง แบ่งกันเป็น 12 คุ้ม(ป๊อก)...เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ในการแบ่งกันดูแลช่วยเหลือกันภายในคุ้ม เป็นการลดภาระ ไม่ผลักภาระให้การพัฒนาหมู่บ้านชุมชนเป็นเรื่องของพ่อหลวงบ้าน กม. ส.อบต. หรือแกนนำชุมชนแต่ฝ่ายเดียว .. แต่การแบ่งเป็นป๊อก ๆ ดูแลกันและกัน จะทำให้ดูแลกันทั่วถึงกว่า..มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมในชุมชนได้มากกว่าด้วย..

              ทีมงานศูนย์ฯ ขึ้นผังหมู่บ้าน..ให้เวทีช่วยกันเติม ช่วยกันวาดภาพรวมของชุมชน..บ้านทุ่งข้าวหาง.. - มีอะไรอยู่ตรงไหน?
         - ทุนทางธรรมชาติ เทือกสวนไร่นา ที่ทำกิน กลุ่ม องค์กรในชุมชน ฯลฯ

         - ประเพณีในแต่ละเดือน
         - ปฏิทินฤดูกาล ฯลฯ
         - ช่วยกันลากเส้นบอกขอบเขตแต่ละคุ้ม ว่าครอบคลุม/มีทุนในคุ้มอะไรบ้าง
                                                                                 
แบ่งกันออกไปตามใต้ต้นไม้ มุมต่าง ๆ บริเวณวัดทุ่งข้าวหาง
เป็น 6 กลุ่มพร้อมพี่เลี้ยงกลุ่มแต่ละกลุ่มๆละ 2 ป๊อก...(1+2) (3+4) (5+6) (7+8).... ประเด็นแลกเปลี่ยนคือ

1. ให้วิเคราะห์ว่าแต่ละป๊อกมีของดีอะไร
     - สิ่งที่ภาคภูมิใจ...เป็นข้อเด่น...เป็นอัตตลักษณ์ เป็นทุน (เป็นตืน) ที่มีอยู่ในป๊อกของตัวเอง
     - ค้นหาสิ่งดี ๆ ให้ครอบคลุมทั้งด้านทรัพยากร ส่งแวดล้อม ประเพณีวัฒนธรรม สังคม... กลุ่ม/กิจกรรมในป๊อก ฯลฯ
   * ไม่มีการพนัน * สามัคคี เอื้ออาทร มีส่วนร่วม* กลุ่มต่าง ๆ เยอะ* ปลูกผักกินเองทุกหลังคา * ฯลฯ..

2. แล้วยังมีอะไรในป๊อกเราที่ยังไม่ดี...เป็นปัญหา..อยากปรับปรุง หรือยังไม่ได้ดั่งใจ
    (หมะเปิงใจ๋)
ตัวอย่างจาก ป๊อก 3+4 ..
* กลิ่นเหม็นจากขยะ มาจากป๊อก 7 มีหลุมขยะ +เผาขยะ* การเผาขยะ * กลิ่นเหม็นจากฟาร์มหมู
* ซุ้มป๊อกยังไม่ได้พัฒนา/ปรับปรุง* คนกินเหล้าในงานศพ* อบายมุข...เรื่องเหล้า* ฯลฯ

3. อยากเห็นป๊อกตัวเองเป็นอย่างไร? (ภาพความสุขของแต่ละป๊อก)
- รักใคร่สามัคคีกัน มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม
- รักษาประเพณีวัฒนธรรม
- มีการเก็บออมทุกหลังคา
- มีสิ่งแวดล้อมดี สะอาดเรียบร้อย
- มีซุ้มสมุนไพรของคุ้ม+ปลูกพืชสมุนไพรทุกหลังคา
- ในงานศพไม่มีการกินเหล้า..ฯลฯ
                                                                                            

4. ให้แต่ละคุ้มลำดับความสำคัญว่าอยากจะทำเรื่องอะไรก่อนให้เป็นเป้าหมายหลัก ๆ


5. ๆ ในการพัฒนาป๊อก /คุ้ม ของตัวเอง(4-5 ข้อแล้วแต่กลุ่มคิด)ตั้งเป็นเป้าหมายหลัก


6. (แต่ละเป้าหมาย) หาวิธีการสำคัญ ๆ ที่จะทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น ๆ
   ตั้งคำถามในกลุ่มว่า ถ้าทำตามวิธีการเหล่านี้แล้ว ทำให้เป้าหมายที่ตั่งไว้เกิดขึ้นจริงไหม?
   ทุกคนยืนยัน..
7. ถามต่อว่า...ถ้าเรา/คนข้างนอกชุมชนมาดุ..จะดูจากอะไรที่บอกว่าทำได้ตามเป้าหมาย..ทำได้สำเร็จแล้ว.. = ดูความสำเร็จดูได้อย่างไร? (ดูความสำเร็จจากรูปธรรมอะไร? = ตัวชี้วัด)


ตัวอย่าง เป้าหมาย : คนในป๊อก มีพืชผักสมุนไพรปลูกไว้กินเองทุกหลังคาเรือน (16 หลัง/ป๊อก)


                   วิธีการ : ประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสาย
                                : ประชุมลูกป๊อก ให้เห็นความสำคัญ/ทำความเข้าใจร่วมกัน
                                : แต่ละหลังคาปลูกพืชผักสมุนไพรบริเวณบ้านตนเอง (ทำอยู่แล้ว)
                               : แลกเปลี่ยน พืชสมุนไพร ระหว่างครัวเรือน + แบ่งปัน


        ดูความสำเร็จ : มีพืชสมุนไพรทุก ๆ หลังคาเรือน (ในป๊อก)
                                : คนในป๊อกไม่ไปซื้อผักในตลาด แต่มีการแลกเปลี่ยนหรือขอกัน/แบ่งปันพืชผักสมุนไพรกันภายในป๊อก

กลับมารวมกันในศาลา ให้อาสาสมัคร ตัวแทนป๊อกมานำเสนอผลงาน

สรุปเชื่อมโยง
            จะทำอะไร ต้องมีแผนงานร่วมกัน แผนคุ้มบ้านสร้างสุข วางเป้าหมายหลัก ๆ ให้ชัดเจน แล้วหาวิธีการสำคัญ ๆ หลัก ๆ เพื่อไปสู่เป้าหมาย...ทำทุกเริ่องแล้วต้องมองเห็นผลงานสำเร็จที่เป็นรูปธรรม...วัดได้...มองเห็น   ถ้าเราทำสำเร็จ ..เราทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้..ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นวิถีชีวิตของคนทุ่งข้าวหางแล้ว..นั่นคือ “ความสุขของชุมชนทุ่งข้าวหาง”



                                                                                  ชื่นชม..ยินดี..และมีความสุขกับทุกท่าน
                                                                                              ทีมวิทยากรศูนย์ลำปางฯ
                                                                                                         อัญชลี ป่งแก้ว  บันทึก/เขียน
                                                                                                ดวงธิดา อำนาจผูก   พิมพ์/เรียบเรียง   
นกสานไม้ไผ่..ของฝากจากผู้เฒ่าบ้านทุ่งข้าวหาง
ต.ตะเคียนปม อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน
28 เมษายน 2554

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

ประสบการณ์และความสำเร็จจากการทำน้ำยาเอนกประสงค์ชีวภาพ

                                                                    
ชื่อเรื่อง             :  ประสบการณ์และความสำเร็จจากการทำน้ำยาเอนกประสงค์ชีวภาพ
เจ้าของความรู้ :  นางเรืองกัลยา เสนากุล
ตำแหน่ง            :   ประธานกลุ่มฟื้นฟูเกษตรกร
ที่อยู่                   :   ๑๑๙ หมู่ที่ ๕ ตำบลสบสาย อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่
เบอร์โทรศัพท์   :   โทร. ๐๘๖-๐๘๘๑๙๗๙
ผู้บันทึกความรู้:    นางดวงธิดา อำนาจผูก ตำแหน่ง นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ

                       เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๘    ได้ไปเข้ารับการอบรมการทำน้ำยาเอนกประสงค์ที่จังหวัดสิงห์บุรี   ตามโครงการฝึกอบรมการทำน้ำหมักชีวภาพและทำปุ๋ยชีวภาพ ตามสูตรของ ธกส.
ทำได้อยู่ ๑ ปี ในส่วนของปุ๋ยได้ผลผลิตแต่ทางใบ คือต้นไม้แตกใบสวย แต่ไม่มีผลผลิต จึงเลิกทำปุ๋ย..        ส่วนน้ำยาเอนกประสงค์ แชมพูตามสูตรของ ธกส. ใช้แล้วผมร่วง เลยลองคิดสูตรใหม่ขึ้นเอง จากการนำส่วนผสมของผลประคำดีควาย ส้มป่อย มะเฟือง มะกรูด มะนาว มารวมกัน ในปริมาณ สมุนไพร ๓ ส่วน ต่อ กากน้ำตาล ๑ ส่วน นำมาหมักไว้ด้วยกัน เพื่อทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ ทดลองทำหลาย ๆ ครั้ง ลองผิดลองถูกมาก่อน
                        ต่อมา กากน้ำตาลมีราคาสูงขึ้น และได้เรียนรู้จากการศึกษาด้วยตนเอง และจากการดูรายการทางโทรทัศน์ ก็ได้สูตรใหม่ คือใช้น้ำมะพร้าวแทนกากน้ำตาล เพราะในน้ำมะพร้าวมีธาตุอาหารที่จุลินทรีย์ต้องการและเจริญเติบโตได้ดี เหมาะสำหรับการทำน้ำหมักชีวภาพมาก อีกทั้งราคาก็ถูกกว่ากากน้ำตาลหลายเท่าตัว ทดลองทำแล้วได้ผลดี สามารถผลิตเป็นน้ำยาเอนกประสงค์สูตรน้ำหมักชีวภาพใช้ประโยชน์ครอบคลุมได้หลายด้าน เช่น เป็นน้ำยาล้างจาน ซักผ้า สบู่เหลวอาบน้ำ แชมพู ล้างห้องน้ำ โดยไม่ต้องใช้สารเคมี

                       เคล็ดลับหรือเทคนิคในการทำน้ำหมักชีวภาพ  คือ   นำส่วนผสมของสมุนไพรต่าง ๆ เช่น ผลประคำดีควาย ส้มป่อย มะเฟือง มะกรูด มะนาว มารวมกัน หมักกับน้ำมะพร้าว เป็นเวลา ๑ เดือนก็จะได้หัวเชื้อ จากนั้นก็นำมาต่อยอดคือ นำหัวเชื้อ ๑ ส่วน ผสมน้ำมะพร้าว ๑๐ ส่วน กับน้ำเปล่า ๓ ส่วนผสมเข้าด้วยกันและหมักไว้ต่อเพื่อให้จุลินทรีย์ขยายอีก ๗ วัน

                     วิธีการศึกษา/แก้ปัญหา
                     ศึกษาจากหนังสือ ตำรา และสื่อต่าง ๆ เช่นรายการโทรทัศน์ ทดลองทำด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูก จนได้ผลและวิธีการที่เหมาะสม

                     ผลที่ได้รับ ได้เรียนรู้ สามารถลดรายจ่าย มีรายได้เสริม มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้ใช้ของที่ผลิตเองซึ่งปลอดภัยจากสารเคมี

                    สิ่งที่ได้เรียนรู้ เกิดความภาคภูมิใจที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ยึดแนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และได้เผยแพร่ความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไป