วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เวทีค้นหาความสุข..ที่บ้านทุ่งข้าวหาง อ.ทุ่งหัวช้าง ลำพูน

               วันพฤหัสบดี 28 เมษายน พ.ศ.2554 ทีมงานศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ได้ไปช่วยเดินเวทีค้นหาความสุขของชุมชนบ้านทุ่งข้าวหาง ต.ตะเคียนปม อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน

กระบวนการที่ใช้
         หลังจากที่พัฒนาการอำเภอทุ่งหัวช้าง คุณพิเชษฐ์ อาจสามารถ ได้พูดคุย บอกที่มาที่ไปและวัตถุประสงค์ของการพูดคุยกันในวันนี้แล้ว คุณอภิวัฒน์ ธีระวาสน์ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาการชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำพูน ได้ชวนพูดคุยทบทวนทำความเข้าใจร่วมกัน..
หมู่บ้านทุ่งข้าวหางในบทบาทของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาของในหลวงและการเตรียมการประกวดหมู่บ้านต้นแบบฯของที่นี่ด้วย
             ทีมวิทยากรจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง เริ่มต้นกระบวนการด้วยการชวนคุย ทำความคุ้นเคยชาวบ้านในศาลากว่า 160 คน (กลุ่มเป้าหมายเป็นตัวแทนครัวเรือนทุกหลังคาเรือน จึงมีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ แม่บ้าน เยาวชน ไปจนถึง ตัวเล็กตัวน้อย) พร้อมการแนะนำตัวของทีมงาน
                                           แต่ละคน

วิเคราะห์ความสุข ของชาวบ้านทุ่งข้าวหาง
          เราทักทายพูดคุยแบบเป็นกันเอง ให้มองเห็นกันเป็นลูกหลาน และชวนกันคุยถึงเรื่องจะทำอย่างไรให้รักษาความเป็น “สุขเย็น” ที่บ้านบ้านทุ่งข้าวหางให้มีไว้ต่อ ๆ ไป
          เราชื่นชมตั้งแต่รถวิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน ที่ร่มรื่นสะอาดตา  บรรยากาศเย็นสบาย (เมื่อคืนฝนตก) เขียวชอุ่มชุ่มชื้นไปทั้งหมู่บ้าน แต่ละบ้านอยู่กันแบบวิถีเดิม ๆ ..ไม่มีรั้วกั้นแบ่งเขตบ้าน..บริเวณบ้าน บ่งบอกถึงความสุขสงบ... ความเป็นพี่น้องและเครือญาติกัน ทุกคนยืนยันว่าที่นี่มีอยู่ “พริกมีบ้านเหนือ เกลื๋อมีบ้านใต้ ขะมิ้นจั๊กไค มีบ้านปี้บ้านน้อง”

               เราเห็นเด็กเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งนั่งด้านหน้าเวทีอย่างกระตือรือร้นการพูดคุยในศาลาวัด..ที่มีภาพเขียนฝาผนังเป็นเรื่องราวประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน “คนยอง” จึงขอเริ่มต้นด้วยการเล่านิทานที่เป็นคติธรรมที่ได้ฟังมาจากพระเช่นกัน...เด็ก ๆ เริ่มขยับตัว ผู้เฒ่า...เริ่มเงียบ..เงี่ยหูฟังกันว่า...จะยังไง?
               มีปลา 3 ตัวในแม่น้ำ พูดคุยกันว่า เย็นนี้รู้ว่าจะมีคนหาปลามาทอดแหจับปลาที่นี่...
               ปลาตัวแรก เชื่อเรื่องเวรกรรม...บอกว่ามันถึงเวลาตายของเราแล้ว ...ก็ให้มันแล้วแต่เวรแต่กรรมเถอะ..
               ปลาตัวที่สอง เชื่อเรื่องความเพียร...เขาเริ่มต้นว่ายทวนน้ำหนี้จากไป...ด้วยเชื่อว่า ถ้าพยายามว่ายทวนน้ำไปเสียแต่ตอนนี้...ก็มีมีโอกาสรอดตายจากคนจับปลา..
               ปลาตัวที่สาม เชื่อเรื่อง “ปัญญา” เขาเริ่มตั้งสติคิดวางแผน  ถ้าหากเราถูกจับได้..จะแกล้งทำเป็นตายแล้วหาทางหาจังหวะหนี้รอด...

               แน่นอน...เมื่อคนหาปลามาถึงแม่น้ำ....ปลาตัวแรกถูกจับไป ตามเวรกรรมที่เขาเชื่อ...ไม่มีปลาตัวที่สอง อยู่ให้จับ...เพราะใช้ความเพียรพยายามว่ายน้ำทวนกระแสน้ำเชี่ยว...หนี้หายไปแล้ว...เมื่อคนหาปลาจับปลาตายขึ้นมาได้...เขาไม่สนใจมันเลยและโยนทิ้งไปเสีย...รอดด้วยปัญญา..
               เราทุกคนก็เช่นกัน...ไม่มีใครงอมืองอเท้านั่งรอให้เวรกรรมหรือใคร..เป็นตัวกำหนดชีวิตของเรา...ถ้าต้องเกิดมาเป็นคนจน(ด้วยเวรกรรมแต่ปางก่อน) ก็ต้องใช้ความเพียรพยายาม และสติปัญญาในการดำเนินชีวิต..ขยันหมั่นเพียร...เก็บออม...ใช้ชีวิตด้วยปัญญา..ด้วยวิถีแห่งความพอดี พองาม เหมาะสม สมดุล...พอเพียง..


แล้วความสุขของคนบ้านทุ่งข้าวหางคืออะไร? (บ้าง...)
              ตั้งคำถามรวม ๆ กันก่อน...ถ้าอยากมีความสุขสัก 1 ชั่วโมงทำอะไรดีเอ่ย?...
สุภาษิตจีนบอกว่า......
ถ้าอยากมีความสุขสัก 1 ชั่วโมง...จงงีบ....
ถ้าอยากมีความสุขสัก 1 วัน.. จงตกปลา
ถ้าอยากมีความสุขสัก 1 เดือน.. จงแต่งงาน
ถ้าอยากมีความสุขสัก 1 ปี.. จงรับทรัพย์
แต่ถ้าอยากมีความสุขตลอดชีวิต...จงช่วยเหลือผู้อื่น...ทำให้คนที่อยู่ข้างหน้าเรามีความสุข...(การทำให้คนอื่นมีความสุข ทำได้หลายวิธี ไม่เฉพาะแต่ช่วยเหลือกันเป็นสิ่งของเงินทอง...แต่เป็นคำพูด...เป็นกำลังใจ เป็นคำแนะนำสั่งสอน เป็นความรู้ เป็นน้ำใจ ฯลฯ)

                 ถึงตอนนี้ ให้แต่ละคนคิด...ถามตัวเองว่า..อะไร หรือสิ่งไหนบ้าง
หรือทำอะไร...แล้วตัวเรามีความสุข...ได้ถามไปทีละคน ทั้งคนหนุ่มสาว พ่อหลวง อบต. ...เยาวชน...เด็กเล็ก จนถึงความสุขของคนเฒ่าคนแก่...
                ได้อยู่กับพ่อกับแม่...มีความสุข...คำตอบของเด็กน้อย...
                ได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้า…มีความสุข...เยาวชนตอบ
                ได้ทำกับข้าวให้ลูกผัวกิน.....แม่บ้านแม่เรือน
                ได้ดูแลคนเฒ่า...คำตอบคนเป็นลูกสาว
                ได้ทำงานทุกวัน....พ่อบ้านบอก..
                ดูแลกัน อยู่กันดี...เห็นหน้าลูกหน้าหลาน ..มีความสุข..คำตอบของผู้เฒ่า..
                เห็นลูกบ้านรักใคร่สามัคคีกันดี....พ่อหลวงบ้าน
                เห็นชาวบ้านร่วมไม้ร่วมมือกัน ไม่ทะเลาะกัน...ส.อบต....ฯลฯ


                ทีมงานศูนย์ฯลำปางขึ้นฟลิปชาร์ท พยายามแยกให้เป็นสองฝั่งของความสุข..ที่เป็นความสุขทางโลก (กามสุข) กับความสุขทางจิตใจ แต่ผลปรากฏว่าคนที่นี่มีคำตอบ...เป็นความสุขทางจิตใจเกือบทั้งหมด (มีเด็กเยาวชนผู้ชายวัยรุ่นเพียงคนเดียว ที่บอกว่า ความสุขของผมเกิดขึ้นเมื่อมีเงินใช้...ซึ่งเราก็บอกในเวทีว่า..เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะรู้สึกแบบนี้ )

สรุปให้เห็นว่า..ความสุขของคนบ้านทุ่งข้าวหาง..นี้ล้วนแล้วแต่เป็นความสุขที่ไม่ต้องซื้อหา หรือลงทุนอะไรมากมาย...แต่อยู่นานกว่าความสุขทางกาย..ที่ต้องลงทุนสูง แล้วก็อยู่ไม่นาน...
(ตัวอย่าง ใด้กินอาหารราคาแพง ๆ..ใส่เสื้อผ้าสวย ๆ มียี่ห้อ ราคาสูง... ไปท่องเที่ยวไกล ๆ ถูกหวย รวยแชร์..... ล้วนเป็นสุขสั้น ๆ แต่ต้องลงทุนสูงทั้งนั้น..)

แล้วเราจะรักษาความสุข..หรือสร้างความสุขร่วมกันในชุมชน
                                เราได้อย่างไร? เราจะวางแผน “คุ้มบ้านสร้างสุข” ร่วมกันอย่างไร...

             บ้านทุ่งข้าวหาง แบ่งกันเป็น 12 คุ้ม(ป๊อก)...เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ในการแบ่งกันดูแลช่วยเหลือกันภายในคุ้ม เป็นการลดภาระ ไม่ผลักภาระให้การพัฒนาหมู่บ้านชุมชนเป็นเรื่องของพ่อหลวงบ้าน กม. ส.อบต. หรือแกนนำชุมชนแต่ฝ่ายเดียว .. แต่การแบ่งเป็นป๊อก ๆ ดูแลกันและกัน จะทำให้ดูแลกันทั่วถึงกว่า..มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมในชุมชนได้มากกว่าด้วย..

              ทีมงานศูนย์ฯ ขึ้นผังหมู่บ้าน..ให้เวทีช่วยกันเติม ช่วยกันวาดภาพรวมของชุมชน..บ้านทุ่งข้าวหาง.. - มีอะไรอยู่ตรงไหน?
         - ทุนทางธรรมชาติ เทือกสวนไร่นา ที่ทำกิน กลุ่ม องค์กรในชุมชน ฯลฯ

         - ประเพณีในแต่ละเดือน
         - ปฏิทินฤดูกาล ฯลฯ
         - ช่วยกันลากเส้นบอกขอบเขตแต่ละคุ้ม ว่าครอบคลุม/มีทุนในคุ้มอะไรบ้าง
                                                                                 
แบ่งกันออกไปตามใต้ต้นไม้ มุมต่าง ๆ บริเวณวัดทุ่งข้าวหาง
เป็น 6 กลุ่มพร้อมพี่เลี้ยงกลุ่มแต่ละกลุ่มๆละ 2 ป๊อก...(1+2) (3+4) (5+6) (7+8).... ประเด็นแลกเปลี่ยนคือ

1. ให้วิเคราะห์ว่าแต่ละป๊อกมีของดีอะไร
     - สิ่งที่ภาคภูมิใจ...เป็นข้อเด่น...เป็นอัตตลักษณ์ เป็นทุน (เป็นตืน) ที่มีอยู่ในป๊อกของตัวเอง
     - ค้นหาสิ่งดี ๆ ให้ครอบคลุมทั้งด้านทรัพยากร ส่งแวดล้อม ประเพณีวัฒนธรรม สังคม... กลุ่ม/กิจกรรมในป๊อก ฯลฯ
   * ไม่มีการพนัน * สามัคคี เอื้ออาทร มีส่วนร่วม* กลุ่มต่าง ๆ เยอะ* ปลูกผักกินเองทุกหลังคา * ฯลฯ..

2. แล้วยังมีอะไรในป๊อกเราที่ยังไม่ดี...เป็นปัญหา..อยากปรับปรุง หรือยังไม่ได้ดั่งใจ
    (หมะเปิงใจ๋)
ตัวอย่างจาก ป๊อก 3+4 ..
* กลิ่นเหม็นจากขยะ มาจากป๊อก 7 มีหลุมขยะ +เผาขยะ* การเผาขยะ * กลิ่นเหม็นจากฟาร์มหมู
* ซุ้มป๊อกยังไม่ได้พัฒนา/ปรับปรุง* คนกินเหล้าในงานศพ* อบายมุข...เรื่องเหล้า* ฯลฯ

3. อยากเห็นป๊อกตัวเองเป็นอย่างไร? (ภาพความสุขของแต่ละป๊อก)
- รักใคร่สามัคคีกัน มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม
- รักษาประเพณีวัฒนธรรม
- มีการเก็บออมทุกหลังคา
- มีสิ่งแวดล้อมดี สะอาดเรียบร้อย
- มีซุ้มสมุนไพรของคุ้ม+ปลูกพืชสมุนไพรทุกหลังคา
- ในงานศพไม่มีการกินเหล้า..ฯลฯ
                                                                                            

4. ให้แต่ละคุ้มลำดับความสำคัญว่าอยากจะทำเรื่องอะไรก่อนให้เป็นเป้าหมายหลัก ๆ


5. ๆ ในการพัฒนาป๊อก /คุ้ม ของตัวเอง(4-5 ข้อแล้วแต่กลุ่มคิด)ตั้งเป็นเป้าหมายหลัก


6. (แต่ละเป้าหมาย) หาวิธีการสำคัญ ๆ ที่จะทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น ๆ
   ตั้งคำถามในกลุ่มว่า ถ้าทำตามวิธีการเหล่านี้แล้ว ทำให้เป้าหมายที่ตั่งไว้เกิดขึ้นจริงไหม?
   ทุกคนยืนยัน..
7. ถามต่อว่า...ถ้าเรา/คนข้างนอกชุมชนมาดุ..จะดูจากอะไรที่บอกว่าทำได้ตามเป้าหมาย..ทำได้สำเร็จแล้ว.. = ดูความสำเร็จดูได้อย่างไร? (ดูความสำเร็จจากรูปธรรมอะไร? = ตัวชี้วัด)


ตัวอย่าง เป้าหมาย : คนในป๊อก มีพืชผักสมุนไพรปลูกไว้กินเองทุกหลังคาเรือน (16 หลัง/ป๊อก)


                   วิธีการ : ประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสาย
                                : ประชุมลูกป๊อก ให้เห็นความสำคัญ/ทำความเข้าใจร่วมกัน
                                : แต่ละหลังคาปลูกพืชผักสมุนไพรบริเวณบ้านตนเอง (ทำอยู่แล้ว)
                               : แลกเปลี่ยน พืชสมุนไพร ระหว่างครัวเรือน + แบ่งปัน


        ดูความสำเร็จ : มีพืชสมุนไพรทุก ๆ หลังคาเรือน (ในป๊อก)
                                : คนในป๊อกไม่ไปซื้อผักในตลาด แต่มีการแลกเปลี่ยนหรือขอกัน/แบ่งปันพืชผักสมุนไพรกันภายในป๊อก

กลับมารวมกันในศาลา ให้อาสาสมัคร ตัวแทนป๊อกมานำเสนอผลงาน

สรุปเชื่อมโยง
            จะทำอะไร ต้องมีแผนงานร่วมกัน แผนคุ้มบ้านสร้างสุข วางเป้าหมายหลัก ๆ ให้ชัดเจน แล้วหาวิธีการสำคัญ ๆ หลัก ๆ เพื่อไปสู่เป้าหมาย...ทำทุกเริ่องแล้วต้องมองเห็นผลงานสำเร็จที่เป็นรูปธรรม...วัดได้...มองเห็น   ถ้าเราทำสำเร็จ ..เราทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้..ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นวิถีชีวิตของคนทุ่งข้าวหางแล้ว..นั่นคือ “ความสุขของชุมชนทุ่งข้าวหาง”



                                                                                  ชื่นชม..ยินดี..และมีความสุขกับทุกท่าน
                                                                                              ทีมวิทยากรศูนย์ลำปางฯ
                                                                                                         อัญชลี ป่งแก้ว  บันทึก/เขียน
                                                                                                ดวงธิดา อำนาจผูก   พิมพ์/เรียบเรียง   
นกสานไม้ไผ่..ของฝากจากผู้เฒ่าบ้านทุ่งข้าวหาง
ต.ตะเคียนปม อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน
28 เมษายน 2554

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

ประสบการณ์และความสำเร็จจากการทำน้ำยาเอนกประสงค์ชีวภาพ

                                                                    
ชื่อเรื่อง             :  ประสบการณ์และความสำเร็จจากการทำน้ำยาเอนกประสงค์ชีวภาพ
เจ้าของความรู้ :  นางเรืองกัลยา เสนากุล
ตำแหน่ง            :   ประธานกลุ่มฟื้นฟูเกษตรกร
ที่อยู่                   :   ๑๑๙ หมู่ที่ ๕ ตำบลสบสาย อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่
เบอร์โทรศัพท์   :   โทร. ๐๘๖-๐๘๘๑๙๗๙
ผู้บันทึกความรู้:    นางดวงธิดา อำนาจผูก ตำแหน่ง นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ

                       เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๘    ได้ไปเข้ารับการอบรมการทำน้ำยาเอนกประสงค์ที่จังหวัดสิงห์บุรี   ตามโครงการฝึกอบรมการทำน้ำหมักชีวภาพและทำปุ๋ยชีวภาพ ตามสูตรของ ธกส.
ทำได้อยู่ ๑ ปี ในส่วนของปุ๋ยได้ผลผลิตแต่ทางใบ คือต้นไม้แตกใบสวย แต่ไม่มีผลผลิต จึงเลิกทำปุ๋ย..        ส่วนน้ำยาเอนกประสงค์ แชมพูตามสูตรของ ธกส. ใช้แล้วผมร่วง เลยลองคิดสูตรใหม่ขึ้นเอง จากการนำส่วนผสมของผลประคำดีควาย ส้มป่อย มะเฟือง มะกรูด มะนาว มารวมกัน ในปริมาณ สมุนไพร ๓ ส่วน ต่อ กากน้ำตาล ๑ ส่วน นำมาหมักไว้ด้วยกัน เพื่อทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ ทดลองทำหลาย ๆ ครั้ง ลองผิดลองถูกมาก่อน
                        ต่อมา กากน้ำตาลมีราคาสูงขึ้น และได้เรียนรู้จากการศึกษาด้วยตนเอง และจากการดูรายการทางโทรทัศน์ ก็ได้สูตรใหม่ คือใช้น้ำมะพร้าวแทนกากน้ำตาล เพราะในน้ำมะพร้าวมีธาตุอาหารที่จุลินทรีย์ต้องการและเจริญเติบโตได้ดี เหมาะสำหรับการทำน้ำหมักชีวภาพมาก อีกทั้งราคาก็ถูกกว่ากากน้ำตาลหลายเท่าตัว ทดลองทำแล้วได้ผลดี สามารถผลิตเป็นน้ำยาเอนกประสงค์สูตรน้ำหมักชีวภาพใช้ประโยชน์ครอบคลุมได้หลายด้าน เช่น เป็นน้ำยาล้างจาน ซักผ้า สบู่เหลวอาบน้ำ แชมพู ล้างห้องน้ำ โดยไม่ต้องใช้สารเคมี

                       เคล็ดลับหรือเทคนิคในการทำน้ำหมักชีวภาพ  คือ   นำส่วนผสมของสมุนไพรต่าง ๆ เช่น ผลประคำดีควาย ส้มป่อย มะเฟือง มะกรูด มะนาว มารวมกัน หมักกับน้ำมะพร้าว เป็นเวลา ๑ เดือนก็จะได้หัวเชื้อ จากนั้นก็นำมาต่อยอดคือ นำหัวเชื้อ ๑ ส่วน ผสมน้ำมะพร้าว ๑๐ ส่วน กับน้ำเปล่า ๓ ส่วนผสมเข้าด้วยกันและหมักไว้ต่อเพื่อให้จุลินทรีย์ขยายอีก ๗ วัน

                     วิธีการศึกษา/แก้ปัญหา
                     ศึกษาจากหนังสือ ตำรา และสื่อต่าง ๆ เช่นรายการโทรทัศน์ ทดลองทำด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูก จนได้ผลและวิธีการที่เหมาะสม

                     ผลที่ได้รับ ได้เรียนรู้ สามารถลดรายจ่าย มีรายได้เสริม มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้ใช้ของที่ผลิตเองซึ่งปลอดภัยจากสารเคมี

                    สิ่งที่ได้เรียนรู้ เกิดความภาคภูมิใจที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ยึดแนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และได้เผยแพร่ความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไป



วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

เด็กและเยาวชนกับการพัฒนาชุมชน

ชื่อเรื่อง : เด็กและเยาวชนกับการพัฒนาชุมชน
เจ้าของความรู้  :  นายคมสันต์ นันทนัด
ตำแหน่ง           :  ประธานสภาเด็ก
ที่อยู่                 :  293 ม.3 ต.เหล่ายาว อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน
เบอร์โทรศัพท์  : โทร. 083-207-1201
ผู้บันทึกความรู้ : นายธาดา ธีระวาทิน
                             นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ


                        เรื่องเล่า / สาเหตุของปัญหา

                  จากอดีตถึงปัจจุบันการทำงานในชุมชนส่วนใหญ่ ดำเนินการโดยแกนนำ หรือผู้นำชุมชน ทำให้การวางแผนการพัฒนาชุมชนถูกกำหนดโดยคนบางกลุ่ม ไม่ครอบคลุมกลุ่มคนในชุมชน ปัญหาต่างๆ ที่สะท้อนออกมาทางวิธีการแก้ปัญหาจึงเป็นวิธีการแก้แบบเดิมๆ ที่ไม่ค่อยจะประสบผลสำเร็จมากนัก มีการมองชุมชนแบบแยกส่วน การแก้ปัญหาทีละจุด ไม่มีการมองเป็นภาพรวมของชุมชน แก้จุดหนึ่งแต่ส่งผลกระทบกับอีกจุดหนึ่ง วนกันไปไม่จบสิ้น

                                                                วิธีการแก้ปัญหา

                            กลุ่มเด็กๆ และเยาวชนในชุมชนเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่สมควรเข้ามามีบทบาทการพัฒนา เพื่อคอยกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนชุมชนร่วมกับผู้นำชุมชน   โดยเริ่มจากการส่งเสริมแนวคิดที่ถูกต้องให้กับเด็กและเยาวชนในชุมชนตั้งแต่เล็กๆ และหนุนเสริมกิจกรรมการพัฒนาที่มาจากความคิดของเด็กๆ ให้เด็กได้ลองคิดวิเคราะห์และวางแผนจากตัวเด็กเอง โดยมีผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำและสนุบสนุน รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิดและส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออก มีภาวะผู้นำในการดำเนินชีวิต


                                                            เทคนิคในการทำงานชุมชน

                         เริ่มแรกควรมีมุมมองที่ดีต่อชุมชนของเรา มีสำนึกรักบ้านเกิด มีความเสียสละในทุกด้าน ทั้งด้านแรงกาย เวลา ซึ่งเด็กและเยาวชนพอจะมีอยู่ ทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ โดยขอรับคำปรึกษาคำแนะนำจากผู้เฒ่าผู้แก่ และนำมาประยุกต์ใช้กับแนวคิดใหม่ๆ สุดท้ายควรหมั่นศึกษาหาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมตลอดเวลา

                  

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

การบริหารจัดการโดยชุมชน: กรณีกลุ่มออมทรัพย์ฯบ้านหลวง

เจ้าของความรู้ : นายธนสิทธิ์ เนื้อนวลจันทร์
ตำแหน่ง           : ประธานกลุ่มออมทรัพย์บ้านหลวง
ที่อยู่ติดต่อ       : บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 8 บ้านหลวง ต.แม่เงา อ.ขุนยวม
                            จ.แม่ฮ่องสอน 58140
โทรศัพท์          : โทร. 089-9514589
ผู้บันทึกความรู้   : นางอัญชลี ป่งแก้ว
                               นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ

                      ปี พ.ศ.2547 บ้านหลวง หมู่ที่ 8 เป็นหมู่บ้านตั้งใหม่ แยกออกมาจากบ้านต่อแพ หมู่ที่ 1 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหลวงจึงเกิดขึ้น โดยแบ่งเงินออมทรัพย์ฯ จากกลุ่มเดิม    มาประมาณ 2 ล้านบาท และสมาชิกได้เลือกผู้เล่าเป็นประธานกลุ่มออมทรัพย์ฯ
บ้านหลวงตั้งแต่นั้น
                      กลุ่มออมทรัพย์ฯบ้านหลวง ยังคงยึดกฎระเบียบของกลุ่มออมทรัพย์ฯ เดิม คือ ให้สมาชิกฝากเงินออมได้ ตั้งแต่วันที่ 1-10 ของทุกเดือน หลังจากนั้นคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ฯ จะรวบรวมเงินออมของสมาชิกไปฝากที่ธนาคารขุนยวม..

                      การบริหารจัดการของกลุ่มออมทรัพย์ฯบ้านหลวง..

                      กติกาของกลุ่มฯมีอยู่ว่า..หากสมาชิกต้องการกู้เงินกลุ่มออมทรัพย์ฯ ถึงแม้จะมีเงินสะสมจำนวนมาก แต่ก็ต้องหาคนมาค้ำประกัน โดยกู้เงินได้ภายในวงเงินที่ตัวเองมีอยู่เท่านั้น เพื่อเป็นการป้องกันเงินสูญหาย มติของกลุ่มฯ ให้เสียดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน ( เท่ากับร้อยละ 12 บาทต่อปี ) ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมาย.. บริหารจัดการจนปัจจุบันมีเงินสัจจะสะสมอยู่ 5,712,300 บาท มีสมาชิกรวม 279 คน

                     ไม่มีการจำกัดการออม แต่ละครอบครัวจะออมกี่คนก็ได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการออม และเป็นการสะสมทรัพย์ จะออมมากน้อยเท่าไหร่ก็ได้.. ไม่จำกัด

                     เส้นทาง..สร้างดอกออกผล..
                     ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิแต่ละปี..การบริหารจัดการคือ เมื่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์( ธกส.) ออกสลากทวีโชค กรรมการกลุ่มออมทรัพย์ฯได้พูดคุยปรึกษากันว่า กลุ่มออมทรัพย์ฯของเรามีเงินออมของสมาชิกจำนวนมาก หากไม่มีการบริหารจัดการ ก็จะมีปัญหาเรื่องการปันผลให้กับสมาชิก กรรมการจะต้องทำให้สมาชิกเห็นผลงาน จึงจะเกิดการยอมรับของคนในชุมชนที่เป็นสมาชิก วิธีการคือเอาเงินออมฯ ไปซื้อสลาก ธกส. จำนวน 1.5 ล้านบาท ซึ่งในแต่ละเดือนจะถูกรางวัลอย่างน้อย 600 -700 บาททุกเดือน ตลอดเวลา 3 ปีของอายุสลากทวีโชค รวมแล้วได้เงินปันผลและเงินจากถูกรางวัลเป็นเงิน 9 หมื่นกว่าบาท ทำให้ในปีก่อนกลุ่มออมทรัพย์ฯบ้านหลวง มีผลกำไรสุทธิ 2 แสนกว่าบาท และได้ปันผลกำไรให้สมาชิกในอัตราร้อยละ 3 บาท/หุ้น/ปี ได้ผลดีกว่านำเงินไปฝากธนาคาร  ที่ปันผลให้เพียงร้อยละ 0.70 บาท ชาวบ้านจึงเห็นว่ากลุ่มออมทรัพย์ฯ มีความมั่นคง และมีการบริหารจัดการได้ดี

              รายได้จากดอกเบี้ยของสมาชิก รายได้ที่สำคัญของกลุ่มออมทรัพย์ฯบ้านหลวง คือ รายได้จากสมาชิกกู้ยืมเงินออมทรัพย์ฯ ในอัตราร้อยละ 1 บาท/เดือน นำมาสร้างกิจกรรมและสวัสดิการ ดังนี้..

1.ซื้อปุ๋ย ให้สมาชิกยืมไปทำทำการเกษตร พอหลังฤดูเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ก็ให้เอาค่าปุ๋ยมาคืนพร้อมดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย

2.หลังจากซื้อสลากทวีโชคครบ 3 ปีแล้ว ได้นำเงินออมทรัพย์ฯ ไปซื้อที่นา จำนวน 21 ไร่ วงเงิน 1.3 ล้านบาท เพื่อให้สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯ หรือคนในหมู่บ้านผู้ที่ประสงค์จะเช่าที่นา หรือผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน..แล้วเก็บค่าเช่าเป็นข้าวเปลือก ใส่ยุ้งฉางเก็บไว้ได้ประมาณ 2 พันกว่ากิโลกรัม
                   ถ้าชาวบ้านไม่มีข้าวกิน หรือไม่มีที่ซื้อข้าวเปลือก ทางกลุ่มจะขายให้คนในหมู่บ้านก่อน แต่ถ้าไม่มีใครประสงค์ก็จะขายข้าวเปลือกให้พ้อค้า เพื่อทำกำไร โดยจะเก็บข้าวเปลือกตั้งแต่ต้นฤดูทำนา พอปลายฤดูก็จะขายได้กำไร

3. จากกำไรสุทธิแต่ละปี จะนำมาแบ่งส่วนเพื่อดูแลเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิก ได้แก่ หากสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯ เสียชีวิต จะบริจาคให้ 500 บาทต่อราย

4. ในทุกๆปี..กลุ่มออมทรัพย์ฯ จะจัดงานปีใหม่และสนับสนุนเงิน 5,000 บาท เป็นของขวัญให้สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯได้จับฉลากได้เป็นของขวัญของรางวัลกัน เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันทุกปี


ความภาคภูมิใจ..กลุ่มออมทรัพย์ฯบ้านหลวง..
บริหารจัดการ..เพื่อชุมชนบ้านหลวง..

1.เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนรู้จักอดออมไว้ เมื่อคราวจำเป็นหรือลำบาก
2.หมู่บ้านชุมชนบริหารจัดการในหมู่บ้านชุมชนเอง..ผลกำไรที่ได้ก็จะมาจุนเจือกันเอง
3.มีความเสี่ยงน้อยมาก กรรมการกลุ่มออมทรัพย์ฯ จะไม่ถือเงินสด ค่าตอบแทนคณะกรรมการก็ได้เท่า
   เทียมกันหมด มีการบริหารจัดการที่แม่นยำโปร่งใส สามารถทำผลกำไรให้สมาชิกเป็นที่ยอมรับ และ
   เกิดแรงศรัทธาของสมาชิกต่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ ในที่สุด
4.ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับสมาชิก
                 สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯ ที่เป็นหนี้กองทุนหมู่บ้าน(กทบ.) มักจะไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 บาทขึ้นไป มาชดใช้หนี้ กทบ. ทำให้หนี้สินเพิ่มพูนต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุด เพื่อเป็นการลดภาระหนี้สินของสมาชิก คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ฯบ้านหลวง จึงหาวิธีช่วยสมาชิกปลดหนี้ กทบ. โดยพิจารณาถึงความสามารถหรือเครดิตของสมาชิกแต่ละคนด้วย ตัวอย่างเช่น นาย ก.เป็นหนี้ กทบ. จำนวนเงิน 20,000 บาท พอครบ 1 ปี ต้องคืนเงิน 20,000 บาทและดอกเบี้ยร้อยละ 6 คือ 1,200 บาท เป็นเงิน 21,200 บาท ก็ให้นาย ก.เตรียมเงิน 5,000 บาท+ดอกเบี้ย 1,200 บาท ส่วนอีก 15,000 บาท กลุ่มออมทรัพย์ฯ จะเป็นผู้ชดใช้แทน แล้วให้นาย ก. กู้เงิน กทบ.เพียง 15,000 บาท ปีต่อไป ให้นาย ก.เตรียมคืนเงิน กทบ. 5,000 บาท + ดอกเบี้ย 900 บาท เงินกลุ่มออมทรัพย์ฯ 10,000 บาท คืนหนี้ให้ กทบ.ในปีที่ 2 ..นาย ก.ก็จะปลดหนี้กองทุนหมู่บ้านฯ ได้หมดภายในเวลา 4 ปี เป็นต้น

                     ในการทำงานของกลุ่มออมทรัพย์ฯบ้านหลวง  จะไม่เน้นวิชาการมากนัก แต่จะเน้นที่การบริหารจัดการกลุ่มมากกว่า ตัวผมเองค่อนข้างได้เปรียบเพราะเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วย เป็นประธานกลุ่มออมทรัพย์ฯ ด้วย เมื่อไปประชุมที่อำเภอกลับมา ก็จะมาผสมผสาน.. พูดคุยปรึกษาหารือกันเรื่องการบริหารจัดการกลุ่มออมทรัพย์ฯ ในการประชุมของหมู่บ้านไปด้วยทุกครั้ง
                 " การทำงานในชุมชน ถ้าให้ชุมชนบริหารจัดการด้วยชุมชนเอง จะไปได้ดีกว่า
      ถ้าส่วนราชการเข้าไปจับด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ..จะยุ่งยาก...ถึงอาจล้มได้ และชุมชนก็รู้สึก
      อึดอัด.." เป็นทัศนะ..ผ่านประสบการณ์ของผู้เล่า..


ผู้บันทึก/เรียบเรียง  อัญชลี ป่งแก้ว

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

ประสบการณ์และความสำเร็จจากการทำฟาร์มเห็ดหอม...

ชื่อเรื่อง                ประสบการณ์และความสำเร็จจากการทำฟาร์มเห็ดหอม
เจ้าของความรู้     นายทวิท สว่างวงค์ อายุ ๔๓ ปี
ตำแหน่ง               ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านหลวง
ที่อยู่                     ๑๒๒ หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
เบอร์โทรศัพท์      ๐๘๑-๑๙๘๖๓๖๕
ผู้บันทึกความรู้     นางดวงธิดา อำนาจผูก ตำแหน่ง นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ

เรื่องเล่า...              
                 จากอดีต..รับราชการเป็นทหารพรานที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๑ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต มาถึง ปี พ.ศ.๒๕๔๐ ลาออกจากราชการทหาร ย้ายมาอยู่กับครอบครัวที่ ตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่..ด้วยการประกอบอาชีพขับรถรับจ้างส่งคนงาน อาชีพนี้ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ  จน พ่อ แม่ เลิกที่จะมีความหวังในตัวของลูกชาย  จากนั้นก็เริ่มหันมาให้ความสนใจการเพาะเห็ดหอม จากการที่ภรรยา ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเพาะเห็ดหอมในหมู่บ้าน แต่การทำในรูปกลุ่มไม่บรรลุผลสำเร็จ เนื่องจากการทำงานเป็นกลุ่มมักจะเกี่ยงงานกัน โดยเฉพาะการเพาะเห็ดหอมต้องดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เพราะมีขั้นตอนการทำหลายขั้นตอน ตั้งแต่การนึ่งก้อนเห็ด การเขี่ยเชื้อ การตบก้อนเห็ด ทำในรูปกลุ่ม...เห็ดมักจะเสียมากกว่าดี เมื่อดูแลไม่ทั่วถึง ปริมาณที่เสียมีมากกว่า ๓๐ % จึงชวนภรรยาให้แยกตัวออกมาทำเอง และคิดหาวิธีไม่ให้เห็ดเสีย  โดยมุ่งที่จะยึดเป็นอาชีพลัก...


ศึกษา..เรียนรู้..ลองผิดลองถูก
                เริ่มแรกได้ไปขอความรู้จากผู้ที่เพาะเห็ดในหมู่บ้าน แต่ก็ไม่มีใครที่จะให้ความรู้ จึงได้เข้าไปศึกษาหาความรู้จากฟาร็มเห็ดนงนุช ในจังหวัดลำพูน แล้วก็นำมาศึกษาเพิ่มเติมและทดลองทำด้วยตัวเองที่บ้าน ลองผิดลองถูกหลายครั้ง จนรู้วิธีนึ่งก้อนเห็ด ว่าต้องใช้ความร้อนคงที่ เชื้อเพลิงที่ดีที่สุดคือซังข้าวโพดที่ให้ความร้อนคงที่ได้ดี ส่วนการกระตุ้นก้อนเชื้อเห็ด ด้วยการใช้รองเท้าตบ น้ำหนักแรงไป ราเขียวจะขึ้น ทำให้ก้อนเห็ดเสีย จึงเปลี่ยนวิธีใช้มือตบใช้น้ำหนักที่พอดี ไม่เบาเกินไป ไม่หนักเกินไป หลังจากนั้นก็เริ่มคิดค้นหาสูตรเพิ่มธาตุอาหารให้กับเชื้อเห็ด เพื่อให้ได้ผลผลิตมากกว่าเดิม ปกติเห็ดรุ่นหนึ่ง จะเก็บได้ ๔ รอบ ๆ ละ ประมาณ ๑๐ วัน ได้สูตรเพิ่มส่วนผสมโดยการเพิ่มส่วนผสมตามสัดส่วน คือ แกลบ ยิบซั่ม แคลเซียม น้ำตาลทรายแดง กากน้ำตาล ปริมาณผลผลิตที่ได้ ๑ ลำรถสิบล้อ จะผลิตก้อนเห็ดได้ ๒๓,๐๐๐ ก้อน ราคาขายก้อนละ ๗.๕๐ บาท คิดเป็นเงินประมาณ ๑๗๒,๕๐๐ บาท มีต้นทุนครั้งละ ๕๐,๐๐๐ บาท


                ต่อมาก็ผลิตก้อนเห็ดขาย นอกจากการเก็บเห็ดสดขายอย่างเดียว ลูกค้าตอบรับดีมาก มีการดูแลลูกค้าหลังการขาย คือนำเอาประสบการณ์ การทำเห็ดครั้งแรกมาเป็นครู (ที่ไม่มีใครยอมสอนในการทำเห็ดของตนเองครั้งแรก) ถ้าคนที่สนใจทำเห็ดมาติดต่อซื้อก้อนเห็ดและขอความรู้เรื่องเห็ดก็จะสอนโดยไปสอนถึงสถานที่ของลูกค้า และตามไปดูแลอย่างใกล้ชิด จนต่อมาที่บ้านก็เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของผู้สนใจทั่วไป รวมถึงโครงการหลวง ก็มาศึกษาวิธีการทำอย่างไรเห็ดถึงไม่เสีย

เคล็ดลับหรือเทคนิคในการทำเห็ด คือเตานึ่งเห็ดจะใช้ซังข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิง เพราะจะได้ความร้อนคงที่ มีเกลวัดความร้อนเวลานึ่งก้อนเห็ด การเติมเชื้อเห็ดหรือเขี่ยเชื้อจะทำเวลากลางคืน ช่วงราว ๆ ตี ๓ เพาะอุณหภูมิจะคงที่ ถ้าทำในเวลากลางวันอากาศร้อน เห็ดจะเสีย เคยคิดกับตัวเองว่าทำเห็ดแล้วมีเสียบ้างยังได้กำไร ถ้าจะทำไม่ให้เห็ดเสียเลย จะมีกำไรมากแค่ไหน

ปัญหาในการทำฟาร์มเห็ดหอม
๑. ไม่มีความรู้เรื่องเตานึ่ง ทำให้ตอนเริ่มทำใหม่ ๆ นึ่งไม่สุก เห็ดเสีย
๒. เขี่ยเชื้อไม่เป็น

วิธีแก้ปัญหา/การหาวิธีลดต้นทุนการผลิต
๑. ศึกษาหาความรู้จากฟาร์มเห็ดนงนุช จังหวัดลำพูน
๒. ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง /หาประสบการณ์ด้วยตัวเอง
๓. ลดต้นทุนในการสร้างโรงเรือน คือใช้หญ้าคา และใบตองตึง ซึ่งเป็นวัสดุหาได้ในท้องถิ่น นำมาเป็นวัสดุในการทำหลังคาโรงเรือน ซึ่งทำให้ต้นทุนในการสร้างโรงเรือนลดลง ที่สำคัญ อุณหภูมิภายในโรงเรือนไม่สูง อากาศถ่ายเทสะดวก

ผลที่ได้รับ ต้นทุนในการผลิตลดลง ก้อนเห็ดไม่เน่า อยู่ทน ออกผลผลิตได้หลายรอบ จากเดิมกระตุ้นเห็ด ๔ ครั้งเห็ดจะเริ่มให้ผลผลิตน้อยลง หลังจากหาวิธีกระตุ้นได้สำเร็จ สามารถกระตุ้นได้นานถึง ๗ ครั้ง เก็บเห็ดได้นานถึง ๔ เดือน ผลผลิตได้มาก รายได้ก็เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน ได้เพาะเห็ดชนิดอื่น ๆ ด้วย อาทิ เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู

บอกความรู้สึก...สิ่งที่ได้เรียนรู้
                จากเคยที่ล้มลุกคลุกคลานมาแล้ว ชีวิตล้มเหลวมาเกือบครึ่งชีวิต สามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งในเม็ดเลือดที่เป็นอยู่ ผ่านมา ๗ ปีแล้ว ก็ประสบความสำเร็จในชีวิต สามารถควบคุมอาการของโรคมะเร็งได้ เป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิต อนาคตจะขยายพื้นที่ทำกินที่มีอยู่ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช และทำให้เป็นศูนย์เรียนรู้ในชุมชนต่อไป...