วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดจากหนานชาญ..แกนนำจากสามขา...


  น้ำน้อยร้อยสาย..กลายเป็นมหาสมุทร    
ความคิดเล็กๆของมนุษย์...อาจยิ่งใหญ่
เป็นคัมภีร์ส่องนำทาง..ที่กว้างไกล    
หากความคิดนั้นรับใช้...มวลประชา
จงร่วมกันแสวง..สร้างทางออก
เป็นผู้บอกสัจธรรม...อันล้ำค่า
ให้หลุดจากยากไร้...ใช้ปัญญา
ด้วยศรัทธาหลักซึ่ง...พึ่งตนเอง..
        พี่ชาญ อุทธิยะ แกนนำชุมชนคนหนึ่งจากบ้านสามขา ให้ความสำคัญกับการพึ่งตนเอง..และการเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อนเสมอ ..(ยังมีต่อ...)
          

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

..บทเรียนจากการเรียนยุทธศาสตร์ ที่บางละมุง(ตอนที่ 1)

             สวัสดีครับ.....ตั้งใจมาหลายครั้งว่า ไปอบรมที่ไหนมา จะนำความรู้ตามความเข้าใจที่เก็บเกี่ยวได้มาแบ่งปันกับทุกท่าน แต่ยังไม่ได้ทำตามความตั้งใจสักที ด้วยเหตุผลต่างๆนา ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ คงไม่ดี เพราะจะผลัดวันไปเรื่อยๆ  คราวนี้ ได้ไปเรียนรู้เรื่องการวางแผนกลยุทธ์หรือการจัดทำยุทธศาสตร์ กับ นพส.รุ่น 30  ที่วิทยาลัยการพัฒนาชุมชน ที่บางละมุง มา 4 วัน (25 – 28 กันยายน 2553) และได้นำเสนอร่างยุทธศาสตร์ “ล้านนาวิชชาลัย” จึงขอนำบรรยากาศ พร้อมกับความรู้ที่พอหยิบฉวยได้
มาแบ่งปันกัน..
             วิชาการวางแผนกลยุทธ์ หรือการจัดทำยุทธศาสตร์ สถาบันฯได้เชิญ ดร.รัฐ ธนาดิเรก
ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชิคาโก มาเป็นผู้ถ่ายทอดกระบวนยุทธ์ ให้พวกเราฟัง ในด้านตัว
อาจารย์นั้น เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการจัดทำยุทธศาสตร์ และมีกระบวนการถ่ายทอดทีเข้าใจง่าย
เป็นขั้น เป็นตอน ผมนั่งเรียนแล้วมีความรู้สึกว่า เพิ่งเรียนการจัดทำยุทธศาสตร์ที่เพลินไปกับ
เนื้อหาวิชา อาจารย์ไม่ใช้ ppt แต่ใช้การเขียนแบบใช้กระดานดำ แต่ไปใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์แทน ภาษาทางคอมฯผมไม่แน่ใจนัก อาจเป็น e-blackboard ก็ได้
             รู้จักที่มาที่ไปของอาจารย์ พอนำเข้าเรื่องวิชาการได้ จึงขอเริ่มวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาและสิ่งที่จะนำมาเผยแพร่บอกกล่าวในครั้งนี้ ขอเรียนย้ำว่า เป็นความเข้าใจส่วนตัว ที่พยายามตั้งใจฟังและตามเนื้อหาของอาจารย์ ในแต่ละช่วง แน่นอนครับ บางครั้งอาจจะหลุดไปบ้าง แต่คิดว่าทุกท่านมีพื้นฐานเรื่องนี้กันอยู่พอสมควร คงจะต่อติดได้ไม่ยากนัก...

 
              การจัดทำยุทธศาสตร์ที่ได้เรียนในครั้งนี้ เป็นการเรียนรู้ในหลักการ แนวคิด มากกว่าจะ
เจาะลึกไปถึงการจัดทำยุทธศาสตร์ในเชิงปฏิบัติ ส่วนดี คือ เราได้ทบทวน ทำความเข้าใจในหลักของการทำยุทธศาสตร์ใหม่ และมีบางมุมมองที่เราอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไป ได้เติมเต็มในส่วนที่ขาด เกริ่นมานาน ยังไม่เข้าเรื่องสักที ขอเริ่มเลยดีกว่าครับ
กรอบการบรรยายของอาจารย์
                ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา อาจารย์ ได้สร้างข้อตกลง ทำความเข้าใจ ในเนื้อหาที่จะถ่ายทอดให้พวกเราฟัง ออกเป็นส่วนเนื้อหา ตามลำดับดังนี้ครับ
1.กลไกของการคิดเชิงกลยุทธ์
2.หลักการคิดวิเคราะห์
3.ค่านิยมของคนต่างยุคสมัย
4.สังคมไทยในอนาคต
5.การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นกลไกของแผนยุทธศาสตร์
                แต่ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาวิชาเรียน อาจารย์บอกว่า ผู้ที่จะจัดทำยุทธศาสตร์หรือวางแผนเชิงกลยุทธ์ ควรดึงตัวเองออกมาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และมองย้อนกลับไป โดยใช้หลักวิชาการครับ

กลไกของการคิดเชิงกลยุทธ์
                ความคิดเชิงกลยุทธ์ คือ ความคิดที่ได้กำหนดแนวทางสู่เป้าหมาย โดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด เวลาสั้นที่สุด   การคิดเชิงยุทธศาสตร์ ควรเริ่มจาก “เป้าหมาย” ว่าเราได้ตัดสินใจเลือกทำกิจกรรมใด
จากนั้น...ค่อยมาคิดวิเคราะห์ ให้มีความรู้ ความเข้าใจในสถานการณ์ เพื่อที่จะได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ และเดินตามแผนที่เราวางไว้ ฟังดูแล้วง่ายได้ครับ แต่ผมไม่เชื่อ ว่ามันจะง่ายหรอกนะครับ
                อาจารย์ เน้นว่า การคิดวิเคราะห์นั้น ต้องใช้หลักวิชาการเยอะแยะมากมาย มาผสมผสานกัน เพื่อให้การวิเคราะห์เป็นไปอย่างแม่นยำ ซึ่งเรียกว่า การใช้ “ศาสตร์” และที่ต้องใช้ควบคู่ไปกับความรู้ทางหลักวิชาการแล้ว ต้องมี “ศิลป์” ในการนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ การใช้ศิลปะ จึงไม่มีรูปแบบ เป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลไป อาจารย์บอกคำคมไว้ว่า
“ศิลป์ทำให้ศาสตร์มีความโดดเด่น” ถ้าเรามีศาสตร์ที่มั่นคง มีศิลป์ที่โดดเด่น การขับเคลื่อน
ยุทธศาสตร์ของเรา ก็จะเดินไปข้างหน้าด้วยความราบรื่นครับ อาจพูดได้ว่า การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ คือ การใช้ยุทธศิลป์อย่างเต็มที่ เต็มกำลังครับ

หลักการคิดวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์
               อาจารย์ ได้ให้หลักการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ แบบเข้าใจง่ายๆ ส่วนตัวผมแล้วชอบครับ เพราะต้นทุนทางวิชาการดูจะน้อยอยู่ครับ ก่อนที่จะเริ่มวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ อาจารย์ให้เราเริ่มจากมุมมองแบบ  Outside in คือ มุมมองจากภายนอกเข้ามาในองค์กรเรา ดูที่ลูกค้าและคนนอกองค์กร
เป็นหลัก ว่า เขาคิดอย่างไรกับเรา มองงานของเราอย่างไร มองความโดดเด่นของเราอย่างไรในเรื่องความโดดเด่นที่ข้างนอกเขายอมรับเรา เรียกว่าเป็น “Market Positioning” หรือตำแหน่งทางการตลาด ที่สังคม หรือลูกค้า มองเราหรือรู้จักเราครับ
             จากนั้น ก็เป็น Inside out เป็นอัตลักษณ์ของเรา หรือ “Brand Positioning” อันนี้เรามองตัวของเราเองว่า เราเป็นอย่างไร เด่น ด้อย ทางไหน เราคิดว่า เราเก่งเรื่องใด  มีปัจจัยอะไรที่เกื้อหนุนให้เราเด่น หรือปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้างทำให้เราน่าจะมีปัญหาในเรื่องต่างๆในองค์กรของเรา  ถ้าทั้ง Market positioning และ Brand Positioning ลงตัวกัน ก็จะสมบูรณ์แบบ  คือ ทั้งหน้าให้(คนนอกมองเรา) ใจก็รัก(เราภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น) ถ้าหน้าไม้ให้ใจรัก ก็พอตกแต่งได้ แต่หน้าก็ไม่ให้ ใจก็ไม่รัก อันนี้คงจะยุ่งอยู่ครับ
นี่คือการวิเคราะห์สองส่วนแรกที่ใช้ในการคิดวิเคราะห์ ที่อาจารย์เน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ  มุมมอง “Outside in” ที่ต้องให้ความสำคัญต่อลูกค้าภายนอกองค์กรก่อน
              นอกจากนี้แล้วอาจารย์ ยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการใช้เทคนิค SWOT ในการวิเคราะห์องค์กร ซึ่งผมยังไม่เคลียร์เท่าไรนัก แต่ค่อนข้างจะคล้อยตามอาจารย์มากอยู่ จึงขอผ่านเรื่องนี้ไปก่อน

Style ของการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์
 การคิดวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลมาประกอบการคิด ตัดสินใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งแผนกลยุทธ์ ที่ดี อาจารย์แบ่งรูปแบบการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์เป็น 2 แบบ ดังนี้
                1.Evident Based เป็นข้อมูลที่เรามีอยู่ ที่เราเก็บได้ มีหลักมีฐานอ้างอิงชัดเจน ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
                2.Scenario Based เป็นการวิเคราะห์ภายใต้สภาวะไม่มีข้อมูล หรือมีข้อมูลอยู่ในมือแล้วข้อมูลใช้ไม่ได้ไม่มีประโยชน์ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย จึงต้องใช้การคาดการณ์เข้ามาช่วย โดยมักมีคำถามที่ตั้ง เพื่อหาคำตอบ ในลักษณะเช่นนี้..
                   -ถ้า.........เกิดขึ้น เรา จะทำอย่างไร
                  -และเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ เราจะทำอย่างไร
                  -ในอนาคตถ้าสังคมเปลี่ยนไปในลักษณะ...............
เราจะคิด จะทำอะไรต่อไปประมาณนี้แหละครับ..

การสนทนาแบบกลยุทธ์(Strategic Conversation)
            นั่งเรียนกับอาจารย์ พอเข้าใจว่า(ส่วนตัวนะครับ) อาจารย์ไม่นิยมใช้ SWOT ในการวิเคราะห์เพื่อจัดทำกลยุทธ์ เพราะมีข้อจำกัดและดูไม่เป็นธรรมชาติ มีกรอบทางความคิด  อาจารย์ได้แลกเปลี่ยนกับพวกเรา ถึงวิธีที่เรียกว่า “การสนทนาเชิงกลยุทธ์” เท่าที่ได้รับฟังอาจารย์ พูดถึงเรื่องนี้ สรุปง่ายๆ คือ การชวนผู้ที่จะเข้ามาทำยุทธศาสตร์กับเรา ไปเรื่อยๆครับ ถ้าในวงงาน พช. ผมก็คิดถึง การจัดกระบวนการให้ผู้คนมาพูดคุย แสดงความคิดเห็น โดยมีวิทยากรกระบวนการ เป็นคนเดินเรื่อง หรือ ผู้เอื้ออำนวย ครับ โดยไม่ต้องทำเป็นตาราง เป็นช่อง แบบ SWOT
             สรุปการสนทนาเชิงกลยุทธ์ (ตามความเข้าใจส่วนตัว) คือ การชวนพูด ชวนคุย เรื่องที่ว่า ถ้าเราจะกำหนดทิศทางเป้าหมายข้างหน้าในการพัฒนาองค์กรเรา ชุมชนเรา จังหวัดเรา ไปสู่วิสัยทัศน์ที่วางไว้ เราจะทำอย่างไร มีอะไรบ้างที่เรามีดี มีอะไรบ้างที่เรายังทำไม่ได้ดี มีเหตุการณ์ สถานการณ์ ปัจจัยอะไรที่เอื้อให้เราบรรลุวิสัยทัศน์ได้ และในทางตรงข้าม มีอะไรที่ขวางกั้น จำกัดเราให้มีความยากลำบากในการก้าวสู่วิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ พอพูดคุยเสร็จแล้ว ค่อยนำมาสรุปภาพให้ชัดเจน และเข้าใจร่วมกัน ให้มากขึ้น ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
.....ยังมีความรู้ดีๆจากอาจารย์ อยู่ครับ แต่คงต้องรอไว้ตอนหน้า พอถ้าเขียนแบบรวดเดียวจบ ท่านคงใช้เวลานานและจะเบื่อได้โดยง่าย เบื่อหรือไม่เบื่ออย่างไร ช่วยติดตามตอนหน้าด้วยนะครับ.....

                                                                                                                  พิเชฎฐ์ อาจสามารถ
                                                                                                    ..ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง...
                                                                                                                       1 ตุลาคม 2553

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

เวทีเครือข่ายนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือตอนบน(2)

        ภาคบ่าย...
            ในบรรยากาศสบายๆ  แต่มีสาระอยู่ในวงการพูดคุย เราจำต้องทิ้งประเด็นในภาคเช้าไว้ ทั้งที่เสียดาย หากมีเวลามากกว่านี้ เราจะได้รับรู้เรื่องราวการทำงานของคนในพื้นที่มากขึ้น ภาคบ่ายจึงเป็นการหาข้อคิดเห็นร่วมกัน ที่จะขับเคลื่อนเครือข่าย ให้มีก้าวแรกและก้าวต่อไป โดยมีข้อสรุปและเรื่องดีดี มาฝากไว้ตามประเด็นต่อไปนี้ ครับ

การพูดคุยในประเด็น “อยากเห็นเครือข่ายนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือตอนบน เป็นอย่างไร”

 สะท้อนปัญหาการทำงานของคนพัฒนาชุมชน
    ในพื้นที่
 เครือข่ายฯ ต้องทำงานต่อเนื่องและมีการ
    เคลื่อนไหว เติบโตช้าๆแต่ยั่งยืน
 เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ๘ จังหวัดภาคเหนือ
    ตอนบน ควรสมัครเป็นสมาชิกและอยากให้เป็น
    สมาชิกทุกคน
 ไม่ยึดปริมาณ ควรเน้นคุณภาพ
 เริ่มจากจิตวิญญาณ สร้างจิตสำนึก
 ไม่ยึดติดระบบราชการมากเกินไปนัก
 มีการเชื่อมโยง ประสานงานในแนวราบ
 เป็นชมรมของนักพัฒนา
 ควรให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง เป็น
    แกนหลักในการประสานงาน
 ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
 มีการเชื่อมโยงงาน ช่วยเหลือกัน แลกเปลี่ยน
    ศึกษาดูงานในพื้นที่ร่วมกัน
 มีงาน กิจกรรมของเครือข่ายอย่างชัดเจน
 ควรหลอมรวมงานพัฒนา สร้างเสน่ห์ในงาน
    พัฒนาชุมชนออกมาให้ได้
 ควรสร้างทายาทนักพัฒนารุ่นใหม่
 ควรใช้งานหรือกิจกรรมตามประเด็นงาน ขับ
    เคลื่อนเครือข่าย เช่น งานวิจัย งานสถาบันการ
    จัดการเงินทุนชุมชน
 มีตัวแทนเครือข่ายระดับจังหวัด คล้ายๆสหกรณ์
    กรมการพัฒนาชุมชน
 ต้องมีผลประโยชน์ให้สมาชิกที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม
 มีวัตถุประสงค์ชัดเจน แน่นอน
 สะท้อนปัญหา ข้อเสนอแนะการทำงาน ถึงกรม และผู้บริหาร อย่างต่อเนื่อง
 พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ ผู้บริหารทุกระดับ ควรสนับสนุนเครือข่ายฯ

การพูดคุยในประเด็น “ก้าวแรกของการทำงานเครือข่ายฯ ควรเป็นอย่างไร”

 ***มีการจัดทำปฏิทินการทำงานของเครือข่าย
***กิจกรรมของเครือข่าย ควรจัดทำตามประเด็น
      งาน เช่น การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงาน
      พัฒนาชุมชน เป็นเรื่องๆไป
***มีการเชื่อมประสานการทำงานระหว่างแม่ข่าย ลูก
      ข่าย ที่ชัดเจน ต่อเนื่อง
***ค้นหาปัญหา ความต้องการของสมาชิก
***สนับสนุนเผยแพร่ผลงานในพื้นที่ของสมาชิก
***รวบรวมองค์ความรู้ของสมาชิก เป็นคลังความรู้ พช. เพื่อเผยแพร่
***ตัวแทนเครือข่ายระดับจังหวัด ควรขยายผลแก่สมาชิกในพื้นที่
***มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดตลาดวิชาการ
***ประชาสัมพันธ์ให้ต่อเนื่อง
***ขยายผลการรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติม
***จัดกิจกรรมพบปะในมวลหมู่สมาชิก

การพูดคุยในประเด็น “การสร้างช่องทางติดต่อสื่อสารของเครือข่ายฯ”

 จัดทำเว็บไซต์/เว็บบอร์ดเครือข่าย
 ใช้ระบบ OA ติดต่อสื่อสาร
 ใช้ช่องทางติดต่อหลากหลายรูปแบบให้มาก
     ที่สุด เช่น e-mail,msn,sms,skype,mobile phone
 จัดทำจุลสาร สื่อสิ่งพิมพ์ของเครือข่าย
 มีกิจกรรมร่วม หรือ จัดเวทีเครือข่ายสัญจร

       ทั้งหมดของวันนี้(๒๑ ก.ค.๕๓) คือ จุดเริ่มต้นของการรวมเพื่อสร้างพลังนักพัฒนา เราไม่อยากให้เกิดปรากฏการณ์เกิด-ดับ ในวันเดียวกัน แต่เส้นทางข้างหน้า ย่อมต้องพบกับอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างเกินจะคาดเดา แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดพลัง ที่จะเดินต่อ คือ ความมุ่งมั่น ตั้งใจของผู้แทนที่เข้าร่วมเวที และคิดว่า สมาชิกทุกท่านทุกคน จับตารออยู่ว่า เราจะทำอะไร อย่างไร ต่อไป.........

               ก่อนเวทีจะยุติ ก่อนจะเดินทางกลับ หัวหน้าศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ได้สร้างความมั่นใจว่าศูนย์ฯ ขอรับอาสาเป็นแกนกลางประสานงานเครือข่าย โดยมี ๘ จังหวัดร่วมขับเคลื่อน และจะพยายามทุกวิถีทางที่จะสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายฯ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ที่จะเป็นคำตอบแห่งความสำเร็จ คือ ความร่วมแรงร่วมใจจากสมาชิกทุกคน และเห็นร่วมกันว่า ...เครือข่ายแห่งนี้ สามารถสร้างพลังในการทำงานพัฒนาชุมชน ของคนพัฒนาชุมชน ได้อย่างสมเกียรติ สร้างภาคภูมิใจร่วมกัน ในฐานะ คนบ้านเดียวกัน.... “พัฒนาชุมชน”
               ขอขอบคุณผู้แทนเครือข่าย ๘ จังหวัด....ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมให้ข้อคิดดีดี ให้และสร้างกำลังใจ 
นักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง/สรุปและถอดประเด็นทีมงาน ศพช.ลำปางทุกคน....ร่วมงาน ร่วมเดินเวที ร่วมสนับสนุน จับประเด็น ให้ข้อเสนอแนะ และกำลังใจ

                                                                                            สรุปครั้งที่ ๑ : วันพุธที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓
                                                                                                     พิเชฎฐ์ อาจสามารถ/เขียน...บันทึก

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

เวทีเครือข่ายนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือตอนบน(1)


              ภายหลังจากเริ่มดำเนินการ เครือข่ายนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือตอนบน โดยเปิดรับสมัครสมาชิกจากเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจาก ๘ จังหวัด ทุกตำแหน่ง ทุกระดับ ปรากฏว่าได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากทุกท่านด้วยดี ปัจจุบันเรามีนักพัฒนา ผู้ร่วมบุกเบิกเครือข่าย ๒๒๖ ชีวิต นับเป็นสิ่งดีดี ที่หวังว่าการก้าวเดินของเครือข่าย จะก้าวไปตามแนวทางที่สมาชิก คอยย้ำเตือนว่า “เน้นคุณภาพ ช้าช้า แต่ให้ยั่งยืน”

                   ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ต้องการให้เครือข่ายแห่งนี้ “เป็นเครือข่ายของพวกเรา” หมายความถึงการเป็นครอบครัวพัฒนาชุมชนเดียวกัน จึงได้เชื้อเชิญเพื่อนพ้อง น้องพี่ ผู้แทนจาก ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบนมาพบปะ เพื่อพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน การหารือเรื่องจะทำงานเครือข่าย ไปข้างหน้าอย่างไร   ซึ่งเวทีที่พูดคุย เน้นถึงความเป็นพี่เป็นน้อง รับฟังอย่างตั้งใจ จากทุกความเห็น เพื่อหลอมรวมเป็นความเห็นร่วมกันและเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน

                   ก้าวแรกของการจัดเวที ศูนย์ฯ เห็นถึงความตั้งใจจากทุกท่าน ในการพูดคุย ให้ความเห็น เป็นบรรยากาศที่ขาดหายไปนานพอสมควร ในมวลหมู่นักพัฒนา หลายคน บ่นเสียดาย ทั้งในด้านเวลาที่คุยกันน้อยไปหน่อยและคิดถึงทุกท่าน ที่น่าจะมาพบหน้าพบตากัน หากมีโอกาสหรือปัจจัยสนับสนุนมากกว่านี้ ในฐานะครอบครัวเดียวกัน จึงขอนำเรื่องราวที่คุยกัน มาแบ่งปันต่อทุกท่าน และหวังว่า เราคงมีโอกาสในการทำงานร่วมกัน ในนามของ “เครือข่ายนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือตอนบน” ต่อไป

ภาคเช้า

เวลาราว ๐๙.๔๕ น. การพูดคุยของทุกคน ได้เริ่มต้นขึ้น เราชวนคุยกันในเรื่องที่ไม่เป็นทางการนัก
แต่ก็สร้างความรู้สึก ความนึกคิดร่วม ได้ดีทีเดียว ประเด็นแรกที่จั่วหัว เหมือนยั่วให้คิด คือ เรื่อง คนพัฒนาชุมชนและงานพัฒนาชุมชน หลังจากโยนประเด็นให้ไป มีเรื่องราวหลั่งไหลมาจากหลายจังหวัด ทั้งด้านที่น่าภูมิใจ    และด้านที่น่าอดห่วงไม่ได้ต่องานพัฒนาชุมชน แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นและรับรู้ คือ ทุกคนภูมิใจและยังต้องการพัฒนางานพัฒนาชุมชน ให้ดีกว่าเก่า เป็นสิ่งที่ประทับใจเสมอ ยามคนพัฒนาชุมชน ได้พูดคุยกัน หลังจากนั้นเราได้เปิดประเด็นใหม่ๆ เป็นต้นว่า สิ่งที่ดีดีในการทำงาน สิ่งที่คิดว่ายังไม่ดี น่าเป็นห่วง และปัญหาต่างๆ   ขอสรุปเป็นประเด็นตามที่ได้พูดคุยกัน ดังนี้

การพูดคุยในประเด็น “มุมมองของคนพัฒนาชุมชน ต่อการทำงานชุมชน”
-ขาดการอบรมเสริมสร้างอุดมการณ์นักพัฒนาของคนรุ่นใหม่
-คนรุ่นใหม่ไม่ยอมรับการทำงานของพัฒนากรรุ่นพี่
-ขาดการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการทำงาน
-ขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน ในเรื่อง ความก้าวหน้า และการดูแลทุกข์สุข
-ขาดการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์การทำงานจากรุ่นสู่รุ่น
-การทำงานไม่ชัดเจน ไม่ลงพื้นที่ ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากขึ้น
-พัฒนากรเลือกทำงานเฉพาะถนัด ทำงานเฉพาะตัว
-ผู้บริหาร(บางคน)ขาดความเป็นธรรม ไม่รับฟังความเห็นของผู้อื่น
-ขาดความเชื่อมั่นในการทำงาน ความมั่นใจในการทำงานเริ่มลดลง
-ขาดความรู้ ทักษะ เฉพาะทาง และความรู้ใหม่ๆ

การพูดคุยในประเด็น “มุมมองต่องานพัฒนาชุมชนในวันนี้”
 ภาพการทำงานไม่ชัดเจน ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลง
 งานของกรมฯ เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
 อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปลี่ยนบ่อย
 เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน มีการปรับตัวในการทำงานมากขึ้น
 งานพัฒนาชุมชนในอำเภอ ต้องทำตามหน่วยงานอื่น เช่น ปกครอง
 งานพัฒนาชุมชน ควรยึดงานเศรษฐกิจพอเพียง แผนชุมชน กลุ่มออมทรัพย์ OTOP
 พัฒนากรเป็นที่ยอมรับในเรื่อง วิทยากรกระบวนการ ศูนย์เรียนรู้ชุมชน แผนชุมชน
 งานพัฒนาชุมชน เป็นการสร้างคน สร้างจิตสำนึกแก่ชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์ฯ
 งานพัฒนาชุมชน มีกลุ่ม องค์กร ผู้นำ ให้การสนับสนุนการทำงาน
 งานพัฒนาชุมชน คือ งานสร้างศรัทธาแก่ชุมชน
 ควรมีการจัดการความรู้ในงานพัฒนาชุมชน
    
                การพูดคุยในประเด็น “สิ่งที่ดีดีที่ภูมิใจในการทำงานพัฒนาชุมชน”
  • การจัดตั้งสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน
  • การได้รับการยอมรับด้านการจัดทำแผนชุมชน
  • การบูรณาการการทำงานจากหน่วยงานต่างๆและเป็นที่ยอมรับ
  • ชาวบ้านศรัทธา ให้การยอมรับ เป็นที่ปรึกษาแก่ชุมชน
              การพูดคุยในประเด็น “สิ่งที่ยังคิดว่าไม่ดีในการทำงานพัฒนาชุมชน”

* การประสานงานกับพื้นที่โดยการใช้โทรศัพท์มากขึ้น
* งบประมาณสนับสนุนการทำงานมีจำกัด
* ขาดการดูแลเอาใจใส่จากผู้บริหาร
* รายงานมีจำนวนมาก(ปัญหาอมตะ)
* มีองค์กรทำงานคล้ายกับกรมฯ หลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน
* ขาดอัตลักษณ์ของงานพัฒนาชุมชน
* ขาดการสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

              การพูดคุยในประเด็น “ปัญหาการทำงานในพื้นที่”

 ขาดการติดตามสนับสนุนการทำงานกับกลุ่ม องค์กร อย่างต่อเนื่อง
 การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองท้องถิ่น
 ขาดการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม
กลุ่ม องค์กรในพื้นที่ มีหน่วยงานสนับสนุนที่มีความพร้อมด้านงบประมาณมากกว่า กรมฯ


                 ประเด็นทั้งหมดที่สรุปได้ อาจขาดตกบกพร่องไปบ้าง แต่ตลอดเวลาที่ได้ร่วมในบรรยากาศ
ของคน พช. เกิดความรู้สึกที่อยากทำงาน พช. ต่อไป บางครั้งก็ยังท้อ ต่อสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป เวลาในการพูดคุย เดินไปเร็วมาก จนเลยมื้อกลางวันไปพอสมควร จึงต้องยุติหน้าที่การพูดคุย เปลี่ยนไปเป็นการสร้างพลัง..เพื่อเดินทางต่อไปภาคบ่าย..

พิเชฎฐ์ อาจสามารถ/เขียน...บันทึก

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

มุมที่น่ามองเรื่องการจัดการความรู้ ผ่านทางระบบโอเอ (บุญส่ง เวศยาสิรินทร์)

การจัดการความรู้ ถูกมองว่าเป็นทั้งเครื่องมือและเป้าหมายของการทำงาน เพื่อให้ถึงซึ่งเป้าหมายที่ใหญ่กว่า เช่นยุทธศาสตร์การพัฒนาของกรมการพัฒนาชุมชน ในการปฏิบัติงานพัฒาชุมชน..ในไตรมาสที่4 ผู้เขียนได้จัดทำกิจกรรมตามคำรับรองปฏิบัติราชการ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนในจังหวัดเชียงราย ในฐานะผู้ทำงานในกลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน โดยได้ทดลองจัดทำข้อเสนอผู้บังคับบัญชาเบื้องต้น เป็นกิจกรรมการติดตามงานจัดการความรู้ ซึ่งมีผู้เขียนไว้ และนำเสนอเผยแพร่บนระบบโอเอ แล้วนำมาติดเผยแพร่บนบอร์ดวิชาการในสำนักงานพัฒาชุมชนจังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนได้อ่านทั่วกัน  แต่เนื่องจาก การจัดบอร์ดเผยแพร่ดังกล่าว ไม่สามารถทำได้อย่างเป็นผล เนื่องจากมีการเตรียมเคลื่อนย้ายสถานที่ปฏิบัติงานของพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงรายไปยังศาลากลางหลังใหม่ รวมทั้งผู้เขียนเอง ก็ไม่สามารถติดตามงานจัดการความรู้ ที่มีผู้ส่งเผยแพร่ทางระบบโอเอ ได้สม่ำเสมอหรือทั้งหมด ดังนั้นผู้เขียนจึงได้หาทางเลือกใหม่ในการเผยแพร่ โดยนำเอกสารการจัดการความรู้ที่รวบรวมไว้แล้วหรือเคยเผยแพร่บนบอร์ด มาจัดการความรู้ใหม่โดยสรุปวิเคราะห์เพื่อเป็นองค์ความรู้อีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อมุ่งเอาไปใช้ประโยชน์มากขึ้น แล้วทำการเผยแพร่ทางระบบโอเอ แทนที่จะนำเสนอเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงรายโดยวิธีจัดประชุมอย่างเดียว เหมือนที่เคยตั้งใจไว้

               อย่างไรก็ตาม การนำเสนอข้อเขียนทางระบบโอเอครั้งนี้ แม้จะมีงานเขียนของเพื่อนๆนักพัฒนนาเพียงจำนวนหนึ่ง แต่ผู้เขียนก็ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่า หากจะเอาความรู้ที่ได้จากเรื่องเล่า หรือความรู้ที่มิใช่เรื่องเล่าก็ตาม ประเด็นความรู้ที่เป็นมาตรการ (Solutions)ของการแก้ปัญหาคืออะไร โดย การตั้งเป็นประโยคเงื่อนไขที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของเป้าหมาย (knowledge Vision) ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า สุดท้ายจะทำให้นักพัฒนาซึ่งเป็นชุมชนนักปฏิบัติ สามารถนำไปกำหนดเป็นกลวิธีแก้ปัญหาในเรื่องนั้นๆ ได้
                นอกจากนี้ ได้พยายามแยกให้เห็นว่า เรื่องที่เล่าหรือมิใช่ประเภทเรื่องเล่าก็ตาม เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ใดของการจัดการความรู้ ซึ่งจะพบว่า ในการจัดการความรู้สมัยใหม่นั้น มิได้เป็นไปเพื่อค้นหา วิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) หรือ เพื่อสิ่งที่เป็นบทเรียน (Lesson Learned) หรือ เพื่อค้นหาปราชญ์ผู้รู้ (Expertise) เท่านั้น แต่เรายัง จัดการความรู้ เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ชัดแจ้ง (Evident Database) และเพื่อการสร้างระบบเตือนภัย (Alert System) ในการทำงาน อีกด้วย โดยผ่านกลไกที่เรียกว่า ชุมชนนักปฎิบัติ (Community of Practice) ในองค์กร
                 ขอขอบคุณเจ้าขององค์ความรู้ทั้งหมด  ที่ได้กรุณาให้ผู้เขียนได้ใช้ผลงานของท่าน เป็นกรณีตัวอย่างในการนำเสนอการจัดการความรู้ ผ่านทางระบบโอเอครั้งนี้ หากมีข้อทักท้วง หรือข้อผิดพลาดประการใด โปรดแจ้งผู้เขียนทราบด้วย ประโยชน์หรือความดีของการนำเสนอครั้งนี้ หากมีบ้าง ขอมอบแด่เจ้าของความรู้ทุกคน


ที่            เรื่องตัวอย่าง                 เจ้าขององค์ความรู้             Solutions เพื่อการแก้ไขปัญหา
                                                                                                        และแยกประเภทของ KM
1.    การสร้างทีมงานที่มี         นายวุฒิสุธี วรเจริญ                 -การสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพจะเกิด
       ประสิทธิภาพ                   ศพช.สระบุรึ                              จะเกิดขึ้นได้ ถ้าหากว่านักส่งเสริมรู้ขั้นตอน
                                                                                                การสร้างทีมงาน และทราบถึงข้อพึงระวัง
                                                                                              - Best Practice
2.   41 ปีการสร้างสรรค์          นางกนกพร โพธิ์สิงห์               -ถ้าหากเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนส่งเสริม
                                              ศพช.อุบลราชธานี                     อาสาสมัคร ที่อยู่ในชุมชนอย่างเป็นขั้นเป็น
                                                                                                ตอน และทำงานด้วยความใกล้ชิด จะทำ
                                                                                               ให้มีอาสาสมัครที่ดีสำหรับการพัฒนาชุมชน
                                                                                              -Best Practice
3. การจัดตั้งสถาบันการ         นางวนิดา ด้วงอิน                   -ถ้าหากจะส่งเสริมการจัดตั้งสถาบันการ
    จัดการเงินทุนชุมชน          สพจ.เชียงใหม่                         จัดการเงินทุนชุมชนให้ได้ผล ผู้มีส่วนได้เสีย
    จังหวัดเชียงใหม่                                                                 จะต้องตระหนัก สนใจและลองทำ
                                                                                               และมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว
                                                                                               นี้ดี แม้จะมีระดับความรู้ที่ไม่เท่ากันอยู่บ้าง
                                                                                            - Evident Data base
4. ความรู้ในการฝึกอบรม...    นายประสงค์ ลีลา                    ถ้าหากว่า วัดความรู้ผู้เข้าฝึกอบรมโดยวิธี
    วัดได้อย่างไร                     ศพช.เพชรบุรี                          ต่อไปนี้ (ซึ่งมี 5ข้อ) จะทำให้เราประเมินผล
                                                                                              การฝึกอบรมได้ดีขึ้น
                                                                                             -Best Practice

5. การส่งเสริมหมู่บ้าน          นางชะอ้อน จูเมฆา                  -ถ้าหากว่า เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน
    เศรษฐกิจพอเพียง           ศพช.นครศรีธรรมราช                รู้เทคนิคของการทำงานพัฒนาชุมชนต่อไป
                                                                                              นี้ (5 ข้อ) จะทำให้การส่งเสริมหมู่บ้าน
                                                                                              เศรษฐกิจพอเพียงประสบผล
6. เทคนิคการเก็บงานใน    นางทุงสะกรานต์ สุดธัญญรัตน์ -ถ้าหาก มีเทคนิคการจัดเก็บงานที่เป็นระบบ
    เครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเป็นระบบ สพจ.สุโขทัย             จะทำให้ค้นหางานในคอมพิวเตอร์หา
                                                                                             ง่ายขึ้น
                                                                                            -เป็น Best Practice
7. เก็บตกการตรวจประเมิน  นายกู้เกียรติ ญาติเสมอ          -ถ้าหากทำให้กระบวนการจัดการ
    การจัดการความรู้            สพจ.สมุทรปราการ                  ความรู้ (KMP) สอดคล้องกับกระบวนการ
                                                                                            บริหารการเปลี่ยนแปลง(CMP) จะทำให้
                                                                                            ทริสยอมรับงานกรมฯ
                                                                                          -Alert System?
8. เทคนิคการถอดบทเรียน  นางศิรินุช สูงสุด                   -ถ้าหากผู้ถอดบทเรียน ใช้เทคนิคต่อไปนี้

   ที่มีประสิทธิภาพ               ศพช.อุบลราชธานี                 (7 ข้อ) จะทำให้การถอดบทเรียน มี
                                                                                          ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
                                                                                          -Best Practice
9. ขั้นตอนจัดทำแผนชุมชน นางสาววิลาวัณย์ ทองเอี่ยม-ถ้าหากมีการจัดทำแผนชุมชนตามขั้นตอน

    ให้มีคุณภาพ                    สพอ.บางระกำ จ.พิษณุโลก   ที่ระบุ จะทำให้มีแผนชุมชนที่มีคุณภาพ
                                                                                         -Best Practice
10. ข้าพเจ้าได้อะไรจากการ นายบุญส่ง เวศยาสิรินทร์    -ถ้าหากเจ้าหน้าที่พัฒาชุมชนรู้จักแหล่งทุน
      ไปประชุมกับแหล่งทุน     สพจ.เชียงราย                     สหภาพยุโรป  ภายนอกและมีการติดต่อร่วมมือ
                                                                                          จะทำให้กรมการพัฒนาชุมชนมีโอกาสได้รับ
                                                                                          งบประมาณเพื่อการทำงาน
                                                                                         -Lessons Learned
                การนำเสนองานชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน ตามข้อเสนองานส่วนบุคคล ประกอบคำรับรองปฏิบัติราชการประจำไตรมาสที่ 4/ 2553 ของ นายบุญส่ง เวศยาสิรินทร์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ  กลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย โทร.086-728-3761
                 ขอขอบคุณเจ้าขององค์ความรู้ทั้งหมดข้างต้น  ที่ได้กรุณาให้ผู้เขียนได้ใช้ผลงานของท่าน เป็นกรณีตัวอย่างในการนำเสนอการจัดการความรู้ ผ่านทางระบบโอเอครั้งนี้ หากมีข้อทักท้วง หรือข้อผิดพลาดประการใด โปรดแจ้งผู้เขียนทราบด้วย ประโยชน์หรือความดีของการนำเสอนครั้งนี้ หากมีบ้าง ขอมอบแด่เจ้าของความรู้ข้างต้นทุกคน

นำเสนอ ณ 17/09/2553