วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กระบวนทัศน์การพัฒนา..ชุมชนเทศบาลนครลำปาง


            ที่สวนบัวรีสอร์ท.. เชียงใหม่ ศุกร์ที่ 18 พ.ค.2555 มีโอกาสได้ร่วมการสัมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนและองค์กรภาคประชาชนในชุมชนเขตเทศบาลนครลำปาง มีกลุ่มเป้าหมายกว่า 150 คน เป็นแกนนำชุมชนในเขตเทศบาลนครลำปางกว่า 43 ชุมชน เจ้าหน้าที่เทศบาลนครลำปาง และเครือข่ายการพัฒนาในชุมชน(เครือข่ายสตรีลำปาง เครือข่ายบ้านมั่นคง ฯลฯ) หลังจากได้ทำความรู้จักผ่านกิจกรรมปรับฐานเรียนรู้ร่วมกันแล้ว ผู้เขียนรับผิดชอบจัดกระบวนการในช่วง 11.00 - 12.00 น.ในหัวข้อ "กระบวนทัศน์การพัฒนาชุมชน" เพื่อชวนกันมองภาพการพัฒนาชุมชนในเขตเทศบาลร่วมกัน...
           จากข้อมูลผลการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชน..ดูเหมือนมีช่องว่างระหว่างการทำงานร่วมกันในชุมชนเขตเทศบาล  ไม่ว่าจะเป็นแกนนำชุมชน สมาชิกในชุมชน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย..นิทานเรื่องตาบอดคลำช้าง..ยังใช้ได้ดีสำหรับทำความเข้าใจเรื่องกระบวนทัศน์ ซึ่งเป็นวิธีคิด วิธีปฏิบัติ..การมองภาพการพัฒนาที่แตกต่างกัน ทั้งๆที่มีเป้าหมายเรื่องเดียวกันคือ ชุมชนในเขตเทศบาล ( ช้าง )   ..แทนการเชื่ออย่างมืดบอด..ชุมชนในเขตเทศบาล มีสิ่งดีงามและโอกาสดีๆ หลากหลายมากมาย..หากนำความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่าง มาเชื่อมเข้าด้วยกัน..ชุมชนเทศบาลนครลำปาง..คงจะไปถึงเป้าหมายร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์และงดงาม...
                                                              
          ดูภาพคนงานก่อสร้าง 2 คน ทำงานเหมือนกันแต่..คนหนึ่งทำงานอย่างมีความสุข อีกคนทำงานด้วยความทุกข์ ความแตกต่างของความคิด..กรอบคิด.. นั้นส่งผลต่อพฤติกรรมหรือปรากฎการณ์ที่พบเห็น เช่นเดียวกับการทำงานในชุมชนเของเรา ไม่ว่าจะเป็นแกนนำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง..เพื่อให้แกนนำชุมชนและเจ้าหน้าที่/เครือข่ายการทำงานได้เข้าใจกันและกันยิ่งขึ้น ได้ แบ่ง 4 กลุ่มคละ ให้ลองช่วยกันหาเหตุผลเหตุผลที่แกนนำ/เจ้าหน้าที่ ไม่อยากลงชุมชนเหตุผลที่..งานในชุมชนล้มเหลว  เหตุผลที่ แกนนำ/เจ้าหน้าที่ .. ต้องลงไปทำงานกับชุมชน และปัจจัยส่งเสริมงานในชุมชนให้ได้ผล.. เหตุผลต่างๆ มีทั้งเหตุผลที่เป็นเหตุผลเชิงระบบ เชิงโครงสร้างที่ยากต่อการแก้ไขจัดการ หลายๆเหตุผลเป็นเรื่องทัศนคติ ทักษะความสามารถของตัวเราเอง ..จึงต้องจัดการที่ตัวเราเองก่อน การทำงานกับชุมชนจึงควรเริ่มด้วยใจ...ใจที่รัก ศรัทธา เชื่อมั่น และเห็นความสำคัญของการทำงานกับชุมชน..

             จัดการชีวิต..จัดการชุมชน..ชุมชนจัดการตนเอง...
.เริ่มจากตัวเอง..( เริ่มที่ใจ..วิธีคิด..กระบวนทัศน์..)..เริ่มจากทุน...ไม่ใช่ปัญหา....ทำจากเรื่อง ง่าย ๆ..ก่อนไปถึงเรื่องยากๆ..ให้ความสำคัญของข้อมูล..มากกว่าความรู้สึก..ให้ความสำคัญ..การแลกเปลี่ยนเรียนรู้..ไม่ใช่การทำงานในความว่างเปล่า  แต่เป็นการยกระดับความรู้....ให้ความสำคัญกับการวางแผนการทำงานไปสู่เป้าหมาย..การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน..ที่ชัดเจน....ให้ความสำคัญกับการจัดการ..เวลา ..คน..เงิน..ทรัพยากร..ให้มีความสมดุลระหว่าง..คนกับงาน..ใช้กระบวนการทางปัญญา( โดย..ศนพ.ประเวศ วะสี ) ในการทำงาน..

 1.ฝึกสังเกต 2.ฝึกบันทึก 3.ฝึกการนำเสนอ 4.ฝึกการฟัง 5.ฝึกปุจฉา-วิสัชนา 6.ฝึกตั้งสมมุติฐานและตั้งคำถาม 7.ฝึกการค้นหาคำตอบ 8.การวิจัย 9.เชื่อมโยงบูรณาการให้เห็นความเป็นทั้งหมด และเห็นตัวเอง 10.ฝึกการเขียนเรียบเรียงทางวิชาการ....และ..กระบวนการทำงานกับชุมชน...ลงล่าง-สร้างฐาน-สานข่าย-ใช้กระบวนการเรียนรู้..มุ่งสู่...ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้...ชุมชนจัดการตนเอง ..

                                                                        อัญชลี  ป่งแก้ว / บันทึก  22 พ.ค.2555

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

ทักษะของพี่เลี้ยง:อบต.ฝายแก้ว ภูเพียง น่าน


เจ้าของความรู้ : อัญชลี ป่งแก้ว
                          นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ

                เมื่อทีมงานศูนย์ฯลำปาง ได้รับการประสาน
จากนายกอบต.ฝายแก้ว ให้ไปฝึกอบรมเตรียมทีมพี่เลี้ยงให้ ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม 2554 ตามโครงการฝึกอบรมทีมสหวิชาชีพครู ข.
(พีเลี้ยง) เรื่องทักษะการเป็นวิทยากรกระบวนการ กลุ่มเป้าหมาย 30 คน เป็นเจ้าหน้าที่ของ อบต.ฝายแก้วทั้งหมด รวมทั้งตัวนายก อบต.เองด้วย และรวมถึงพัฒนากร ครู กศน.เกษตร สาธารณะสุขฯลฯ


            กระบวนการที่ใช้..ภายใน 1 วัน จึงเป็นการระดมสื่อ เกม และสร้างเงื่อนไข  หรือประเด็น ให้กลุ่มเป้าหมายได้คิด..วิเคราะห์ และ
ฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะการฟัง พูด ตั้งคำถาม จับประเด็น จดบันทึก เขียนเป็นแผนที่ความคิด..ทักษะการจัดเวทีประชาคมและการสรุปบทเรียน...ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการเป็นทีมพี่เลี้ยงของ อบต.ฝายแก้วทั้งสิ้น


 ขั้นตอน กระบวนการ เทคนิค เครื่องมือ...
1.ทักทาย แนะนำตัว บอกความรู้สึก บอกวัตถุประสงค์ของวิชา บอกกระบวนการ บอกข้อตกลง..แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นกันเอง..เป็นแก้วน้ำหลากสีที่มีน้ำอยู่แล้วค่อนแก้ว คือมีศักยภาพ มีทุน มีประสบการณ์ มีความรู้ ฯลฯ..เอามาเติมเต็มให้กันและกัน)


2.เล่นเกม.นี่แหละตน..เพื่อให้เข้าใจกันและกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันในชุมชนที่ต้องทำงานกับคนที่หลากหลาย จึง...   ต้องมีความเข้าใจธรรมชาติของคน และเรื่องของคน..

3.แลกเปลี่ยนประสบการณ์..
การเป็นวิทยากรกระบวนการ
ประเด็น:
* ความรู้ความเข้าใจเรื่องวิทยากรกระบวนการ (แจกบัตรคำ)
* ให้ยกตัวอย่างประสบการณ์ของแต่ละคนสั้นๆ
* ปัญหาอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการทำหน้าที่/บทบาทวิทยากรกระบวนการ
* ทักษะที่จำเป็น(ต้องมีความสามารถเรื่องอะไรบ้าง?)
วิทยากรสรุปแนะนำเพิ่มเติมด้วยสื่อ..



4.ฝึกปฏิบัติทักษะการฟัง การตั้งคำถาม การจับประเด็น และการจดบันทึก
                 ชวนคุยสถานการณ์การพูดคุยกันระหว่างคนในครอบครัว เพื่อน การประชุม และในเวทีชาวบ้าน..ให้ความสำคัญของทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับวิทยากรกระบวนการ


                 ฝึกปฏิบัติ: 1.จับคู่เล่าเรื่องประทับใจในวัยเยาว์
                                    สลับกันเล่า สลับกันฟัง และให้คะแนนกันและกัน
                                 2.แบ่งกลุ่มย่อย 4 คน/กลุ่ม แบ่งบทบาทตามความถนัด
                                    (1.คนเล่า 2.คนตั้งคำถาม 3.คนจับประเด็น
                                   ให้เขียนในรูปแผนที่ความคิดใน เอ4) 4.คนจดบันทึก(กระดาษ เอ4)
                                 3. รวมกลุ่มสะท้อนความรู้สึกและข้อคิดที่ได้จากการเรียนรู้ครั้งนี้ (ขึ้นฟลิปชาร์ท)
                         วิทยากรสรุปแนะนำเพิ่มเติมด้วยสื่อ ppt.




5.ทักษะการจัดเวทีประชาคม/เวทีแลกเปลี่ยน
                -ชวนคุย/แลกเปลี่ยนเรื่องเวทีประชาคม..ตามความเข้าใจหรือประสบการณ์ ในพื้นที่หมู่บ้านชุมชน
          ฝึกปฏิบัติ : การเป็นผู้เอื้ออำนวยการ(facilitator) ให้เกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย/ประเด็นที่ต้องการ
1. แบ่ง 2 กลุ่ม ฝึกปฏิบัติการจัดเวทีประชาคม(การเป็นวิทยากรกระบวนการ)
*กลุ่มที่ 1 จัดเวทีประชาคมเรื่อง “แนวทางการพัฒนาสตรีแม่บ้านของ อบต.ฝายแก้ว”
*กลุ่มที่ 2 จัดเวทีประชาคมเรื่อง ”การส่งเสริมกิจกรรมเยาวชนในพื้นที่ อบต.วอแก้ว”
2. พบพี่เลี้ยงกลุ่ม+เตรียมจัดเวทีประชาคม
3. จับฉลาก..จัดเวทีประชาคม กลุ่มละ 30 นาที ให้สมาชิกกลุ่มที่เหลือทั้งหมด เป็นผู้ร่วมแลกเปลี่ยน
          ประเด็น :   * สถานการณ์ของกลุ่มเป้าหมายในตำบล(แม่บ้าน/เยาวชน)
                           *วิเคราะห์ข้อดี/ข้อเด่นของกลุ่มเป้าหมาย
                           *วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค/ข้อจำกัดของกลุ่มเป้าหมายหรือในการทำงาน
                           *วิธีการ/แนวทางการพัฒนากลุ่ม(สตรีแม่บ้าน/เยาวชน)
                           *งาน/กิจกรรม/โครงการ ที่จะสนับสนุนแนวทาง/วิธีการข้างต้น
4. ตั้งข้อสังเกตร่วมกัน
5. สรุปให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมเรื่องการจัดเวทีประชาคม ด้วยสื่อ ppt.

6.เทคนิคการสรุปบทเรียน จากเกมทำเครื่องบินตะเกียบ..
1.เกริ่นนำให้เห็นความสำคัญของการทบทวนสรุปบทเรียนหลังการทำงาน
2.แบ่ง 2 กลุ่ม(เดิม) เล่นเกมสร้างเครื่องบินจากไม้ตะเกียบ
เงื่อนไข -ห้ามพูดคุย
              -วางได้ทีละคน
              -ห้ามขยับของคนอื่น
3.ปฏิบัติการสร้างเครื่องบิน ครั้งที่ 1 หมดเวลาให้คัดลอกเป็นรูปภาพลงบน เอ4 ทั้งสองกลุ่ม
4.ให้เวลาแต่ละกลุ่มพูดคุยวางแผน กัน 5 นาที
5. ปฏิบัติการสร้างเครื่องบิน ครั้งที่ 2 หมดเวลาให้คัดลอกเป็นรูปภาพลงบน เอ4 ทั้งสองกลุ่ม
6.แลกเปลี่ยนตามประเด็น ชุดคำถามการสรุปบทเรียน
1.เราวางแผนกันไว้อย่างไร อะไรคือเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ของการทำงาน
2. เมื่อเราดำเนินการไประยะหนึ่งแล้ว สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งใดเป็นไปตามที่วางแผน(ผล)/ทำไมเป็นเช่นนั้น(เงื่อนไข)
3. สิ่งใดไม่เป็นไปตามที่วางแผนนั้น/ทำไมเป็นเช่นนั้น
4. เรามีปัญหาอะไรบ้าง
5. เราน่าจะสามารถทำสิ่งใดให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้บ้าง
6. ในการดำเนินงานครั้งต่อไป สิ่งใด ที่เราปฏิบัติแตกต่างไปจากครั้งที่ผ่านมาบ้าง
7.วิทยากรสรุปให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมด้วยสื่อ ppt.

สรุป..กระบวนการทำงานกับชุมชน ต้องอาศัยทักษะ/เครื่องมือช่วยในการทำงาน ซึ่งสามารถพัฒนาเรียนรู้กันได้ ผ่านการลงมือทำและใจที่รักที่จะทำงานเพื่อชุมชนท้องถิ่นของตนเอง


                                                                                              ผู้บันทึกความรู้ : ดวงธิดา อำนาจผูก
                                                                                                 นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
                                                                                                                 10 ม.ค. 2555

ดูแลสุขภาพ..แบบพอเพียง

เจ้าของความรู้ : ดวงธิดา อำนาจผูก
                           นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ


             18 ปีด้วยอริยาบถเดิมๆ ซ้ำๆกับการนั่งทำงานบนโต๊ะ ในบทบาทของเจ้าหน้าที่การเงิน  ทำให้ผู้เล่าป่วยด้วยโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม และในปี 2549 เกิดอุบัติเหตุจากการยกของหนัก ผู้เล่าได้ยินเสียงกระดูกต้นคอลั่นดัง..และอย่างเจ็บปวด ต้องเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลด้วยการกินยาและกายภาพบำบัดเป็นเวลา 2 ปี ก่อนเข้ารับการผ่าตัดกระดูกคอ
ในปี 2551 และยังคงต้องรับยาจากโรงพยาบาลมากินอย่างต่อเนื่อง..


             จากปัญหาสุขภาพของตัวเองและการป่วยไข้ของคนในครอบครัวบ่อยๆ จึงสนใจศึกษาค้นคว้าการดูแลรักษาสุขภาพจากเอกสารตำราและอินเตอร์เนต พบว่าเราสามารถกินอาหารเป็นยา..แทนที่จะกินยาเป็นอาหาร เหมือนที่กำลังเป็นอยู่..อีกทั้งพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านต่างมีสรรพคุณเป็นยาทั้งสิ้น


             คลินิกแพทย์แผนไทย.. จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง...เลือกที่จะใช้อาหารในการบำบัดโรค โดยคุณหมอบอกว่าผู้เล่าเป็นคนธาตุไฟ ควรกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น เช่น ผักบุ้ง ตำลึง มะระ เป็นต้น ประกอบกับการค้นอ่านเพิ่มเติม..ใบโหระพากินสดๆทุกวัน เป็นยาครอบจักรวาล..ขิงข่าตะไคร้ในบ้าน..ต่างมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ฯลฯ จึงได้เริ่มลงมือประกอบอาหารจากพืชผักสมุนไพร ที่สามารถบำบัดโรค/บำรุงสุขภาพ ทั้งจากสวนครัวในบ้านและตลาดใกล้บ้าน


             ทำง่ายๆ.. น้ำตะไคร้สมุนไพร..แก้ปวดหลังปวดเอว..ขับลม..
              กลายเป็นน้ำยาสมุนไพรประจำบ้านและแบ่งปันประสบการณ์มาเผยแพร่ ทำน้ำสมุนไพรในการจัดเลี้ยง..ให้ผู้เข้าอบรมของสำนักงานฯ
            1.น้ำเปล่า 1 หม้อ+ตะไคร้ที่ทุบแล้ว 2- 3 หัว ตั้งไฟต้มพอน้ำเดือดซักพักก็หยุดไฟ เพื่อรักษาคุณค่าสารอาหารในตะไคร้
            2.ถ้าอยากให้มีรสหวาน ใช้น้ำตาลกรวด(ไม่หวานแหลมเหมือนน้ำตาลทราย)
            3.ใส่ดอกอัญชัญ สด 1 กำมือ(ถ้าเป็นดอกแห้งเอาแค่หยิบมือ)..ได้น้ำตะไคร้สีน้ำเงิน
            4.ถ้าอยากได้น้ำตะไคร้สีม่วง..ให้บีบมะนาวลงไปผสม

ผลการเรียนรู้ :
                 “ทุกวันนี้ ไม่ได้ดื่มแต่น้ำสมุนไพรอย่างเดียว แต่ทานอาหารที่เป็นสมุนไพรอื่นๆ ด้วย..2 ปีที่ผ่านมา คนในครอบครัวมีสุขภาพดีไม่ป่วยไข้บ่อยๆเหมือนแต่ก่อน..และตัวเองก็ไม่ต้องกินยารักษาหมอนรองกระดูกจากโรงพยาบาลแล้ว..”

                 “เราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองได้ จากพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านใกล้ตัว..ไม่ต้องไปสรรหาหรือเสียค่าใช้จ่ายซื้ออาหารเสริมราคาแพงลิบมาทาน..เป็นการดูแลรักษาสุขภาพ..แบบพอเพียง..”


                                                                                              อัญชลี ป่งแก้ว ..ผู้บันทึกเรียบเรียง

                                                                                                            10 มกราคม 2555


วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ความสำเร็จ..การขับเคลื่อนหมู่บ้านตามโครงการเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่ดี กินดี” ที่บ้านร่องเคาะ

เจ้าของความรู้ : นายเทพ วงศ์สุภา
ตำแหน่ง :  นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
เบอร์โทรศัพท์: ๐๘๙-๔๖๐๕๘๗๕

สถานที่เกิดเหตุการณ์ : บ้านร่องเคาะหมู่ที่ ๙ ตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง

ผู้เขียนได้มีโอกาส รับผิดชอบโครงการขับเคลื่อนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่ดี กินดี”
ประจำปี ๒๕๕๓ ซึ่งได้รับงบประมาณจากกรมการพัฒนาชุมชน ดำเนินการที่บ้านร่องเคราะห์ หมู่ที่ ๙ ตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
            ผู้เขียนมีแนวคิดในการทำงาน คือ การพัฒนาหมู่บ้าน ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนทั้งหมู่บ้าน เป็นกิจกรรมที่จะต้องทำร่วมกัน ที่คนทางเหนือ เรียกว่า เป็นเรื่องของ “หน้าหมู่” มีการจัดประกายให้คนในชุมชนให้เกิดความตระหนัก นำไปสู่การมีส่วนร่วมในชุมชนในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาหมู่บ้าน
             การเข้าไปดำเนินการของบุคคลภายนอกจะต้องเข้าไปเรียนรู้ การดำเนินงานของชุมชนที่อยู่ก่อนแล้ว นั้นคือ ต้องเข้าไปศึกษาว่าทุนทางสังคมของชุมชน มีอยู่อย่างไร เพราะชุมชนทุกชุมชนมีภูมิปัญญาต่างๆ มากมาย ในชุมชนมีทุนต่างๆอยู่แล้ว เช่น ทุนบุคคล ทุนด้านวัฒนธรรม ทุนการจัดการ ทุนเครือข่าย ซึ่งทุนทางสังคมเหล่านี้ จะส่งผลต่อกระบวนการทางสังคมในชุมชน ถ้าการพัฒนาเริ่มจากตรงจุดนี้ก็เชื่อแน่จะโอกาสที่จะทำให้งานสำเร็จก็มีมาก กิจกรรมเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ กิจกรรมต่างๆที่กำหนดขึ้นมีเป้าหมายเพื่อสนองตอบความต้องการหรือไม่ก็เพื่อแก้ปัญหาของชุมชน แต่สิ่งที่ได้จะต้องมองหรือให้ความสำคัญมากกว่านั้น คือ การพัฒนาคน ทำอย่างไรให้คนได้เรียนรู้โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่กำหนด
             กระบวนการทำงาน เริ่มจากการศึกษาทำความเข้าใจแนวทางที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนด หลังจากนั้นได้เข้าประชุมชี้แจงทำความเข้าใจแกนนำชุมชน และคนในชุมชน เนื่องจากบ้านร่องเคาะ เป็นหมู่บ้านที่รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตัวอย่างระดับจังหวัดในปี ๒๕๕๓
              การดำเนินงานตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นเรื่องของการยกระดับสิ่งที่ทำมาแล้วและสอดคล้องแนวทางของกรมการพัฒนาชุมชน คือการคัดเลือกครัวเรือนเป้าหมาย จำนวน ๓๐ ครัวเรือน หลังจากนั้นจัดทำเวทีครัวเรือนทั้ง ๓๐ ครัวเรือนวิเคราะห์ว่าแต่ละครัวเรือนได้ดำเนินการตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร โดยให้แต่ละครัวเรือนนำเสนอเพื่อให้ได้ข้อมูลและฟังความรู้สึก ความมุ่งหวังของแต่ละครัวเรือน จากนั้นได้พาไปศึกษาดูงานที่บ้านทาป่าเปา จังหวัดลำพูน ก่อนไปศึกษาดูงานได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวบ้านทาป่าเปา และแบ่งบทบาทความรับผิดชอบให้แต่ละคนรับผิดชอบเก็บข้อมูลรายละเอียดเพื่อมานำเสนอ
                หลังจากกลับมา การไปศึกษาดูงานได้นอนพัก ๑ คืน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมของชุมชนบ้านทาป่าเปา สอบถามข้อมูลเชิงลึก กลับจากศึกษาดูงานได้มีการสรุปบทเรียนผลการไปศึกษาดูงานว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้างจะนำไปปรับใช้กับครัวเรือนอย่างไร หลังจากนั้นได้ให้แต่ละครัวเรือนกำหนดแผนชีวิตของครอบครัว ว่าจะปรับปรุงการดำเนินงานตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มเติมอย่างไร โดยได้กำหนดว่าผู้นำชุมชนและพัฒนากรจะไปติดตาม และแวะเยี่ยมนครัวเรือนเป้าหมาย และมีจัดเวทีติดตามความก้าวหน้า แลกเปลี่ยนกิจกรรมที่แต่ละครัวเรือนได้ดำเนินการ ในช่วงของการดำเนินงาน

ผู้เขียนได้ประสานกับ อบต.และ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาเขตที่ ๔๑ ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้การสนับสนุนกลุ่มเป้าหมาย โดยในระยะต่อมาศูนย์พัฒนาสังคมที่ ๕๑ ได้สนับสนุนพันธ์ ปลาดุก และกบให้กับกลุ่มเป้าหมาย ครบทุกครัวเรือน การจัดทำเวทีครั้งล่าสุดได้วิเคราะห์ผลการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้กำหนดจุดเรียนรู้สำหรับครัวเรือนเป้าหมายที่ได้ดำเนินการจนเป็นตัวอย่างเพื่อเผยแพร่และขยายผล

โดยให้ข้อคิดข้อเสนอแนะสำหรับครัวเรือนเป้าหมายที่จะเป็นจุดตัวอย่างในการเผยแพร่ ว่าจะปรับปรุงอะไร จะต้องมีวิธีการถ่ายทอดอย่างไร หลังจากนั้นได้ร่วมกับ อบต.ในการจัดมหกรรมการถ่ายทอดภูมิปัญญา โดยให้ครัวเรือนเป้าหมายที่เป็นจุดเรียนรู้ได้นำเสนอผลการดำเนินกิจกรรมของตนเองเผยแพร่ให้คนมาร่วมงาน ซึ่งได้เชิญแกนนำ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนชาวบ้านที่สนใจมาร่วมงานมหกรรม
                
                          แนวทางการดำเนินงานระยะต่อไปที่กลุ่มได้วางแผนไว้ คือ การประชุมสัญจรไปตามบ้านของครัวเรือนเป้าหมาย ไปบ้านใครให้ครัวเรือนนำเสนอกิจกรรมของตนเอง จะทำให้เกิดการพัฒนาด้านการถ่ายทอด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นอกจากนั้นจะกลุ่มยังมีแนวคิดในการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ นำเสนอข้อมูลในภาพรวมของกลุ่ม เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้

                         ข้อคิดบทเรียนในการทำงานสำหรับบุคคลภายนอกที่เข้าไปทำงานขับเคลื่อนกิจกรรมนี้คือ ต้องยึดหลัก การมีส่วนร่วมทุกกิจกรรมที่ดำเนินการต้องนำเข้าที่ประชุมกลุ่มเป้าหมาย กระตุ้นให้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ให้กำลังใจ เป็นตัวอย่างในการประพฤติปฏิบัติตนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ประสานภาคีเครือข่ายสนับสนุน ที่สำคัญ เน้นการพัฒนาคน เช่น การพัฒนาศักยภาพการถ่ายทอด การสร้างความมั่นใจในการดำรงชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง มีการถอดบทเรียนการทำงานเป็นระยะ ทำให้เกิดการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมาย นำไปสูซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืน
   
                   บันทึกขุมความรู้
๑. แนวคิดในการทำงาน หลักการมีส่วนร่วม ทุนทางสังคม
๒. กระบวนการดำเนินงาน
๓. การประสานภาคีการทำงาน
๔. การกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานระยะต่อไป
๕. ข้อคิด/บทเรียนการทำงาน
                             แก่นความรู้
๑.ยึดหลักการมีส่วนร่วม
๒.มีกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง
๓.เดินเรื่องประสานเครือข่าย
๔.ขยายผลด้วยแผนงาน
๕.ติดตามทบทวนบทเรียนสม่ำเสมอ

                               กลยุทธในการทำงาน
๑. การขับเคลื่อนกิจกรรมโดยเวทีแลกเปลี่ยน โดยจัดเวทีนำเสนอผลความก้าวหน้า ปัญหา
อุปสรรค ให้แต่ละได้มีโอกาสนำเสนอ จะทำเกิดการพัฒนาศักยภาพ สร้างความภาคภูมิใจ เกิดการเสนอแนวทางการทำงานขับเคลื่อนกลุ่ม
๒. การประสานภาคี ผู้เขียนเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาคีที่ทำงานในชุมชน หลังจากนั้น
นำเสนอข้อมูลให้ภาคีได้ทราบถึงงานที่เรากำลังดำเนินการ บูรณาการงานของภาคีใช้กับกลุ่มเป้าหมายของเรา
๓. การสรุปบทเรียนการทำงาน โดยการทบทวนแผน/เป้าหมาย ผลการทำงาน ปัจจัยที่ทำให้งาน
สำเร็จ ปัญหาและการแก้ไขปัญหา แนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป
๔. เน้นให้ความสำคัญการพัฒนาคน โดยเวทีแต่ละครั้งให้ทุกคนในเวทีได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนนำเสนอ

               แนวคิด
๑. แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
๒. การเรียนรู้ของผู้ใหญ่
๓. ปรัชญาการพัฒนาชุมชน ที่เน้นศักดิ์ศรีของคน การให้โอกาสคน
๔. การมีส่วนร่วม
๕. การสรุปบทเรียนการทำงาน
๖. การเป็นวิทยากรกระบวนการ
“ การทำงาน คือ การพัฒนาหมู่บ้าน ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนทั้งหมู่บ้าน ”                                                                                                  
                                                                                                         เทพ  วงศ์สุภา

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เก็บข้อคิด/กระบวนการแผนชุมชน จากแกนนำสามขา


ข้อคิด..กระบวนการแผนชุมชน
เจ้าของความรู้ : นาย ชาญ อุทธิยะ
                           : แกนนำชุมชนบ้านสามขา อ.แม่ทะ จ.ลำปาง
                           : สถาบันแสนผะญ๋าลำปาง

โทรศัพท์            :  087-1769365                       


ก่อนอื่น..ต้องทำให้ชาวบ้าน เข้าใจและศรัทธาเรื่องแผนชุมชนให้ได้ก่อน จึงจะเกิดความตระหนักและสำนึกร่วมกัน ต้องตีให้แตก..ความหมายของแผนชุมชน..เป็นเข็มทิศ..เป็นทิศทางให้กับชุมชน วันนี้จะเอาแผนชุมชนไปใช้ทำอะไร คนนอกอาจจะชัดเจนกว่า ด้วยประสบการณ์..แต่ถ้าคนในชุมชนยังไม่ชัดล่ะ..ต้องตอบคำถามชาวบ้านให้ได้ 1.ทำแล้วได้อะไร? 2.ไม่ทำแล้วจะเกิดอะไร? 3.ผลสัมฤทธิ์ที่เกิด..สุดท้ายแล้ว..ใครได้ประโยชน์?..ดังนั้น ต้องเก็บข้อมูลมาให้ชัดๆ สำคัญที่สุดคือ การวิเคราะห์ข้อมูล..การหยิบข้อมูลมาวิเคราะห์นั้นต้องแตกองค์ประกอบออกมาให้หมด ให้เห็นถึงเหตุถึงปัจจัยสำคัญๆของข้อมูลนั้นๆ อย่าด่วนสรุปในข้อมูลที่เห็น..”

สำคัญที่สุดคือ  ต้องรู้ตัวเองก่อน..รู้ว่าบ้านเรามีปัญหาอะไร..จึงจะไปสู่ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้..

1.ชุมชนไหนถ้าขาดการ “เอามื้อ” เป็นชุมชนเข้มแข็งไม่ได้..(การตาย งานบวช การลงแรง ลงแขก ฯลฯ ล้วนเป็นเรื่องการเอามื้อทั้งนั้น

2. “ปั๋นต่า”..คือเรื่องของความยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ เสมอกันหมด (ระบบของเหมืองฝาย การปันน้ำ..ฯลฯ.)

3.ชุมชนใดสังคมใดไม่มี “ของหน้าหมู่”..อยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องป่าชุมชน กองทุนในชุมชน เต้นท์ เครื่องครัวฯลฯ

4.“หัววัด”ก็คือเครือข่าย..มาจากการเอามื้อเอาแรงกัน ถ้านิยามว่าหัววัดหรือเครือข่าย เป็นการทำงานในชุมชนได้แล้ว ...ชุมชนนั้นๆเจริญแน่นอน

                                                             บันทึกจาก..เวทีเสวนากับภาคีเครือข่าย
                                                                                        โครงการสร้างและพัฒนาเครือข่าย
                                                                                        ผู้เชี่ยวชาญแผนชุมชน 23 กันยายน 2554
                                                                                        ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง