วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เทียนหอม(5):เยาวชนสืบสาน

 เจ้าของความรู้ : นางธนิดา วงศ์ศิริ  
                              ร้านจิรภาเทียนหอม ลำปาง

                              โทรศัพท์ : 085-7072525

เรื่องเล่า..  สมัยก่อนมนุษย์ยังไม่มีไฟฟ้า การดำรงชีพจึงลำบาก เพราะมนุษย์ต้องการความอบอุ่น การดำรงชีวิตมานับแต่โบราณ มนุษย์ดึกดำบรรพ์เริ่มด้วยการนำก้อนหินมากระทบกันจนเกิดประกายไฟ และนำมาหุงหาอาหารและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย รวมทั้งทำให้เกิดแสงสว่าง มนุษย์ดำเนินชีวิตมานับหมื่นปีโดยการสืบทอดเป็นอารยะธรรมมาจนถึงปัจจุบัน

                                แนวความคิดในการผลิตเทียน


             คุณธนิดา วงศ์ศิริ เห็นคุณค่าของความงามแห่งเทียน ได้ผสมผสานศิลปะศาสตร์แขนงต่างๆ ในการทำเทียนหอม งานแต่ละชิ้นผ่านกระบวนการถ่ายทอดด้วยความคิดและงานฝีมืออันประณีต งานทุกชิ้นทำด้วยความรัก มีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ตลอดเวลา ตามความต้องการของตลาด จนทำให้เกิดร้านจิรภาเทียนหอมขึ้น ในปี พ.ศ. 2547 และได้ผ่านการคัดสรรผลิตภัณฑ์ OTOP ได้ระดับ 5 ดาว ในครั้งแรกเลย    ซึ่งภาคภูมิใจกับรางวัลนี้มาก



เอกลักษณ์ /จุดเด่น




1) มีกลินหอม สีสรรสวยงาม
                           2) ระยะเวลาใช้งานได้นาน
                           3) ปลอดภัยในการใช้งาน
                           4) หลากหลายรูปแบบ (ปั้นได้หลากหลาย
                           5) ไม่มีควัน
                           6) จุดเพื่อให้มีกลิ่นหอมไล่กลิ่นอับ ไล่แมลง /
                               กลิ่นหอมทำให้ผ่อนคลาย
                           7) เป็นของใช้ประดับตกแต่ง
                           8) เป็นของฝาก /ที่ระลึก /ของชำร่วย

วิถีชีวิต

เนื่องจากปัจจุบัน วิถีชีวิตของมนุษย์ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบแข่งขันทั้งกับผู้อื่น และแข่งกับเวลาจึงทำให้เกิดความเครียด และได้เริ่มหันมาใช้กลิ่นหอมเพื่อบำบัดกันมากขึ้น การจุดเทียนให้มีกลิ่นหอม เพื่อช่วยผ่อนคลายจึงได้รับความนิยมกันมากขึ้น

                                                วัตถุดิบที่ใช้ในการทำเทียน
1. พาราฟิน เป็นวัตถุดิบ ได้มาจากขบวนการกลั่นน้ำมัน พาราฟินส่วนใหญ่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น
และจีน โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1.1 Normal Paraffin พาราฟินชนิดนี้มีสีขาวขุ่น บางครั้งจะมีสีเหลือง มีกลิ่นคล้ายน้ำมันก๊าด พาราฟินชนิดนี้มีควันมาก
1.2 Fully Paraffin พาราฟินชนิดนี้ มีสีขาวใสไม่มีกลิ่น โดยนิยมนำมาทำเทียนแฟนซีประเภทสวยงาม
2. Stearic Acid มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวขุ่น ใช้ผสมในการทำเทียน ประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ
สำหรับเทียน ครึ่งกิโลกรัม ช่วยทำให้เทียนเหนียวแน่น ไม่แตกหักง่าย และแกะออกจากพิมพ์ง่าย ทำใหผิวเทียนมีความมันเงา
3. Polyester Esterrin ( P.E. ) มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวขุ่น เกล็ดจะมีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ
เล็กกรอบ ใช้ผสมในการทำเทียนประมาณ 3-10 % ของน้ำหนักพาราฟิน ช่วยทำให้เทียนแข็งและจุดได้นานมากขึ้น
4. Micro Wax มีลักษณะเป็นแผ่นสีขาวนวลหรือสีเหลือง แล้วแต่คุณภาพ ใช้ผสมในเทียน     ประมาณ 30 % มีคุณสมบัติช่วยทำให้เนื้อเทียนไม่มีฟองอากาศ และเนื้อเทียนจะเนียนสวยงามและใช้กับเทียนที่ดึงจะทำให้เทียนดึงได้ง่ายขึ้น
5. ไส้เทียน ต้องทำจากเส้นด้าย 100% ไม่มีใยสังเคราะห์ใด ๆ เจือปน เวลนำเส้นฝ้ายขนาดตาม
ความเหมาะสมของขนาดตามเส้นผ่าศูนย์กลางเทียน ชุบน้ำเทียนร้อนแล้วดึงให้ตึงผึ่งลมประมาณ 3-5 นาที  ไส้เทียนจะแข็งใช้ปักลงในเทียน การคำนวณขนาดไส้เทียน ให้ใช้สูตร 1/15 x เส้นผ่าศูนย์กลางของแบบเทียน
6. Oil color สีเฉพาะสำหรับการผสมเทียนเท่านั้น แบ่งออกเป็น ชนิดผง ชนิดแท่ง ชนิดครีม
7. Essential oils หรือ Fragrance oil หรือ เรียกว่า น้ำมันหอม สกัดจากวัตถุดิบทางธรรมชาติหรือบางชนิดได้จากการสังเคราะห์ การทำเทียนที่ทำให้เกิดกลิ่นหอม จะไม่ใช้น้ำหอมที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และน้ำเพราะจะเป็นไขมัน

             
                

                                      กระบวนการผลิต


อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำเทียน
1. หม้อต้มเทียนมีด้ามจับ เวลาเทเทียนจะได้ไม่ร้อน
2. กะละมัง หรือ กระป๋องนมเก่าใบเล็ก ๆ หรือแก้วที่ทนความร้อน ใช้สำหรับแบ่งน้ำเทียน
3. ทัพพี สำหรับตักน้ำเทียน
4. คีมเหล็กสำหรับจับวัสดุอื่นในการทำเทียน
5. ถุงมือสำหรับจับของร้อน
6. กาต้มน้ำเล็กสำหรับเทน้ำเทียน
7. เกรียงเหล็ก
8. แผ่นกระจก
9. มีดเล็กสำหรับขูดน้ำเทียนออกเวลาเทียนเลอะ
10. กรรไกร
11. ถ้วยพลาสติกใช้แล้ว สำหรับใส่น้ำเปล่า
12. ไส้เทียนทำจากฝ้ายดิบ 100%                                                                                                 
 สูตรน้ำเทียน

- พาราฟิน 500 กรัม
- พี.อี. 25 กรัม
- ไมโครแว๊กซ์ 25 กรัม
- สเตียริค 10 กรัม
- สีน้ำมัน
- น้ำมันหอม
- ไส้เทียน                               

                         ขั้นตอนการทำเทียนโดยละเอียด


1. ต้มเทียนโดยใส่ส่วนผสมในหม้อ ตั้งบนเตา ซึ่งประกอบด้วย พาราฟิน 1 กก. สเตียริค 4 ช้อนโต๊ะ พี.อี 4 ช้อนโต๊ะ ให้ใส่ส่วนผสมทั้ง 3 ชนิดก่อน ต้มจนละลายเป็นเนื้อเดียวกันจนใส ปิดเตาทิ้งไว้ให้อุณหภูมิลดลงประมาณ 10 องศาเซลเซียส เติมสเตียริค คนจนละลาย รอจนน้ำเทียนขึ้นสีขุ่นขาว จึงนำมาใช้เทต่อไป
2. ระหว่างการเติมน้ำเทียนและรอให้น้ำเทียนได้ที่ นำเซรามิกมาทำความสะอาดและเตรียมไส้
เทียนโดยนำฝ้าย 100 % มาตัดให้มีความยาวประมาณ 50-80 ซม. นำไปจุ่มในน้ำเทียนที่ต้มเสร็จแล้ว ดึงไส้เทียนให้ตรงแล้ววางบนหนังสือพิมพ์ทิ้งไว้จนไส้เทียนแข็งตัว แล้วนำไปตัดตามความยาวที่ต้องการ
3. นำไส้เทียนที่ตัดแล้วนำมาใส่เหรียญเทียน ใช้คีมหนีบใส้ให้ติดกับเหรียญก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง
4. การเตรียมสี ให้ตักน้ำเทียนแยกออกมา 2 ทัพพี ใส่กระป๋องนมเก่า ทิ้งไว้ให้เย็นจนเกือบแข็งตัว
จึงใส่สีผสมเทียนลงไปและใช้ซ่อมคนจนสีแตกตัวแล้วนำไปตั้งไฟอีกครั้งจนน้ำเทียนละลาย ต่อจากนั้น แบ่งไปผสมในน้ำเทียนให้มีสีอ่อนหรือเข้มตามต้องการ แล้วให้เติมน้ำมันหอมระเหย 7 ซีซี ต่อ 1 กก. ก่อนนำไปเทในแม่พิมพ์ หรือนำไปทำชิ้นงานต่างๆ
5. การเตรียมถ้วยเซรามิกก่อนเทเทียน ให้นำถ้วยเซรามิกมาวางบนโต๊ะและนำไส้เทียนที่ใส่
เหรียญเทียนมาแล้ว มาวางตรงกลางของถ้วยเซรามิก แล้วใช้ไม้เสียบลูกชิ้นที่ผ่าลงครึ่งหนึ่งนำมาหนีบกับไส้เทียน วางพาดปากถ้วยเซรามิก ดูให้ไส้เทียนตั้งตรง รักษาระดับให้ไส้เทียนอยู่ตรงกลางถ้วยเซรามิกพอดี
6. การเทเทียน ให้ตักน้ำเทียนที่ผสมทุกอย่างแล้วใส่ในกาต้มน้ำเล็ก ๆ จะใช้กระป๋องนมเก่าก็ได้
แล้วเริ่มเทลงในถ้วยเซรามิค โดยจะต้องแบ่งการเทออกเป็น 4 ครั้ง แต่ละครั้งต้องทิ้งไว้ให้เทียนเย็นก่อนเสมอจึงเทรอบต่อไป สำหรับการปิดหน้าครั้งสุดท้ายจะต้องรอให้เทียนเย็นสนิท อย่างน้อยต้องรอประมาณ 3 ชม. ก่อนที่จะเทปิดเสมอ
7. หลังจากที่เทียนแข็งตัวแล้ว ให้ดึงไม้เสียบลูกชิ้นออก แล้วตัดให้ไส้เทียนเหลือประมาณ 1.5-2
ซม. และทำความสะอาดด้านนอกของเซรามิกให้สวยงาม เทียนพร้อมใช้งานหรือนำไปจำหน่ายต่อไป
8.ตกแต่งและบรรจุภัณฑ์
         


ตลาดในประเทศ ส่วนแบ่งทางการตลาดภายในประเทศ 30 %
ตลาดต่างประเทศ ประเทศหลักๆ ในการส่งออก มี 5 ประเทศ คือ  จีน ญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตเรีย และฝรั่งเศส คิดเป็น 70 %

การส่งเสริมการขาย   มีบริการหลังการขาย เปลี่ยนคืนสินค้าที่ชำรุดในระหว่างการขนส่งให้ลูกค้า

                                                                         บันทึกข้อมูลภูมิปัญญาโดย... กลุ่มเยาวชนสืบสานฯ


(4)กาแฟโบราณ : เยาวชนสืบสาน

เจ้าของความรู้ : นางศรีวิไล ศรีจำปา                
                             ร้าน ศรีวิไลกาแฟโบราณ     
                             ตลาดเก๊าจาว ลำปาง 

                             โทร.083-2051307

เรื่องเล่าของป้า : ก่อนที่จำทำร้านกาแฟโบราณ คุณป้าวิไล เคยทำอาชีพ ส่งน้ำแข็ง แต่รายได้ไม่ค่อยดี จึงคิดที่จะขายกาแฟโบราณ.. ก่อนที่จะทำการขาย ได้ไปศึกษากับพี่ชายซึ่งเคยทำกาแฟโบราณมาก่อน แล้วมาเปิดร้านของตนเอง ใช้ชื่อว่า ศรีวิไล กาแฟโบราณ ซึ่งขายมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 รวมระยะเวลา 33 ปี

                           ต้นทุนและรายได้
            ป้าศรีวิไลเล่าว่า เริ่มต้นทุนประมาณ 2,000 บาท หรือแล้วแต่ขนาดของกิจการ รายได้เฉลี่ยวันละ 300 – 1,400 บาท แล้วแต่ช่วง   ถ้าเป็นช่วงเทศกาลจะขายดีมาก รวมรายได้ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน

                       ประเภทเครื่องดื่มที่ขาย


*กาแฟร้อน – เย็น
*ชาร้อน – เย็น , ชาดำเย็น
*โอยั๊วะ – โอเลี้ยง
*นมเย็น /โอวัลตินร้อน –เย็น
*ไข่ลวก

                       วัสดุ/อุปกรณ์ 
หม้อต้มกาแฟ
เตาอั้งโล่ เบอร์ 2 /เตาแก็ส
ชุดกาแฟ หม้อ/โถกาแฟ
แก้วสำหรับชงกาแฟ/ลวกไข่


ถุงชงกาแฟ  กระบวยตักน้ำ แก้วพลาสติก
ลังใส่น้ำแข็ง ช้อนชงกาแฟ


                    วัตถุดิบ
ผงกาแฟสำเร็จรูป / ผงสำเร็จรูปเครื่องดื่มต่าง ๆ
นมสด , นมข้นหวาน,นำหวานเฮลซ์บลูบอย
น้ำตาล,มะนาวและน้ำแข็ง

                  วิธีทำ กาแฟเย็น
1. จัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ
2. น้ำใส่ในหม้อต้มรอจนเดือด
3. ผงกาแฟใส่ถุงชง ก่อนที่จะนำไปใส่ในหม้อชง วางไว้บนหม้อต้ม
4. เทนมข้นหวานลงในแก้วชงก่อนจะตามด้วย น้ำตาลทรายและนำน้ำกาแฟที่ชงเรียบร้อยแล้ว
5. เทนมสดลงไปพอประมาณ
6. คนให้เข้ากันก่อนจะเทใส่แก้ว ที่มีน้ำแข็ง

                                                      กระบวนการผลิต
- ต้องก่อไฟด้วยเตาถ่าน หรือใช้แก๊สหุงต้ม ตั้งน้ำไว้รอให้เดือด
- ต้องทำความสะอาด บริเวณร้านที่ขาย
- จัดเตรียมอุปกรณ์
- เมนูกาแฟ - โอยัวะ สูตร กาแฟ ครึ่งแก้ว / น้ำตาล 1 ช้อน
- โอเลี้ยง สูตร กาแฟ ครึ่งแก้ว / น้ำตาล 2 ช้อน
- ชานมเย็น สูตร ชา ครึ่งแก้ว / นมข้น 3 ช้อน / น้ำตาล 2 ช้อน
- กาแฟ สูตร กาแฟ ครึ่งแก้ว / นมข้น 2 ช้อน / น้ำตาล 2ช้อน

         กลุ่มลูกค้า ..
           โดยทั่วไปแล้วจะเป็นกลุ่มลูกค้าประจำ ประเภทวัยรุ่น พ่อบ้าน แม่บ้าน ลูกค้าขาจรเป็นบางส่วน แต่จะมากช่วงเทศกาล

การตลาด

ถ้าใครกินหมดก็เติมได้ เพราะมันอยู่ที่ใจและต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ถ้าเป็นเด็ก ๆ ก็มีขนมแจกให้



 

                                        จุดเด่น เอกลักษณ์ เทนิค การขาย

                   เน้นการบริการลูกค้า ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาสุภาพอ่อนโยน ต้องใจดี มีอัธยาศัยดี ราคาคงที่ แม้เศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป

เกล็ดความรู้ / เคล็ดลับ
- ในกรณีที่เราตื่นสาย ในการต้มน้ำควรใส่น้ำแค่ครึ่งถัง เพราะลูกค้าจะรอนาน
- ในการเลือกชนิดกาแฟ ต้องใช้กาแฟยี่ห้อโคเฟโฮสีน้ำตาลเพราะมีกลิ่นหอมกว่าชนิดอื่น
- ถ้าเราใช้น้ำประปา ในการต้มกาแฟ ก็ให้เอาน้ำประปาใส่โอ่งทิ้งไว้ 4- 5 วัน เพื่อรอให้กลิ่นคลอรีนหาย  และไม่เปลืองเงินเรามาก

คติประจำใจ

ทำอะไรต้องใช้ใจทำ ต้องเป็นคนที่จิตใจดี อัธยาศัยดี ลูกค้าจึงเข้าร้านเราเยอะ

                                                                            บันทึกข้อมูลภูมิปัญญา โดย...เยาวชนกลุ่มสีเขียว



เยาวชนเรียนรู้(3)ข้าวแต๋นน้ำแตงโม

เจ้าของความรู้ : นาง เกศกนก  แสงจันทร์ 
                    ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
                    ผู้ผลิตข้าวแต๋นบ้านทุ่งม่านเหนือ

    อ.เมือง จ.ลำปาง 52100
    เบอร์โทรศัพท์ : (054)-360088 081-7067226
 
     




เรื่องเล่า...ข้าวแต๋นเป็น..ขนมพื้นบ้านหรือเป็นอาหารว่างของชาวภาคเหนือในประทศไทย ที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์และภูมิปัญญาพื้นบ้านที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองที่บริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก และนำมาทำเป็นขนมพื้นบ้านเพื่อถนอมอาหาร บอกเล่ากันว่าในอดีตชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน มีรายได้น้อย ในแต่ละวันเวลากินข้าวเหนียวเหลือ ก็จะนำไปตากแห้งเก็บเอาไว้ทอดกิน คือ เป็นการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด อีกทั้งยังนำมาราดน้ำอ้อยทำเป็นขนมให้เด็กๆ กิน จากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่สืบทอดกันมา จนพัฒนาเป็นข้าวแต๋น และได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ จากที่เคยทำเพื่อเป็นการถนอมอาหารสามารถเก็บมากินได้นานๆ ไม่ค่อยมีรสชาติ ก็สามารถนำมาผสมกับน้ำแตงโม น้ำตาล น้ำอ้อย เกลือ และแต่งหน้า อีกทั้งยังสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ข้าวแต๋นหน้าน้ำตาล ข้าวแต๋นหน้าพริกเผาหมูหยอง ข้าวแต๋นหน้าธัญพืช ข้าวแต๋นแบบคำเดียว เป็นต้น จึงทำให้กลายเป็น “ข้าวแต๋นน้ำแตงโม ” มาจนถึงทุกวันนี้



วิถีชีวิต วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม..  เอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและประเพณี
          ดั้งเดิม : ข้าว เพราะคนในชุมชนประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลักอยู่แล้ว เพราะข้าวเป็น
วัสดุหลักในการผลิต  การเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในชุมชน :
1. ทำให้ชุมชนมีรายได้
2. คนในชุมชนไม่ว่างงาน
3. หลังฤดูเก็บเกี่ยว สามารถทำเป็นอาชีพเสริม
4. วัตถุดิบที่ใช้สามารถหาได้ในท้องถิ่น

                                                            กระบวนการผลิต

               วัตถุดิบในการผลิต
1. ข้าวเหนียว 5 กิโลกรัม  2. แตงโม 5 ถัวยตวง  3. เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ   4. น้ำอ้อย 300 กรัม
5. น้ำ 5 ถ้วยตวง  6. น้ำตาลปิ๊บ  7. น้ำมัน  8. งาขาว,งาดำ  9. เมล็ดมะม่วงหิมพานต์
10. เมล็ดฟักทอง 11. ถั่วเหลืองผ่าซีก 12. น้ำพริกเผา 13. หมูหยอง 14. ลูกเกด

              วัสดุอุปกรณ์ในการผลิต
1. กระทะทอด 2. ตะแกรงมุ้งลวง 3. กระชอน 4. กะละมัง  5. แบบพิมพ์ 6. ถาดใส
7. เครื่องซิล  8. กระทะไฟฟ้า 9. หม้อนึ่งข้าว 10. ถาด 11. ทัพพี 12. เครื่องปั้น
13. ถุงแก้ว 14. เตาแก๊ส 15. ตาชั่ง





ขั้นตอนการผลิต
1.1 ขั้นตอนการทำแผ่นแห้ง
1. แช่ข้าวเหนียวทิ้งไว้ 1 คืน นึ่งให้สุกผึ่งให้เย็น
2. นำแตงโมที่เตรียมไว้ มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ คั้นเอาแต่น้ำ
3. นำน้ำแตงโม น้ำอ้อยผง เกลือป่น น้ำเปล่า ที่เตรียมไว้ นำมาผสมให้เข้ากัน
4. นำส่วนผสมที่เตรียมไว้และงาขาวพอประมาณมาคลุกเคล้ากับข้าวเหนียวให้เข้ากัน
5.นำข้าวเหนียวที่ได้ กดลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ แล้วตากในแผงมุ้งลวด ประมาณ 2-3 แดด

1.2. ขั้นตอนการทอด

1. เตรียมน้ำมัน ตั้งไฟให้ร้อนจัด ต้องทอดขณะน้ำมันร้อนจัดเท่านั้น
2. นำแผ่นแห้งที่เตรียมไว้มาทอด ต้องสังเกตให้สุกได้ที่ จึงตักใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
3. ทิ้งไว้ให้เย็น เตรียมรอนำมาแต่งหน้า

1.3 ขั้นตอนการแต่งหน้า

1. นำน้ำตาลปิ๊บมาเคี่ยว โดยใช้ไฟปานกลาง เคี่ยวให้เหนียวพอประมาณ
2. ใส่น้ำอ้อยลงไปพอประมาณ แล้วเคียวต่อสักพัก
3. นำช้อนมาตักน้ำตาลราดหน้าข้าวแต๋น ที่ทอดเตรียมไว้ ทีละแผ่น โดยราดให้เป็นเส้นเล็กๆ เป็นวงกลมตามแผ่น
4. นำแผ่นที่ทำไว้เตรียมมาแพ๊กใส่ถุง
5. นำถุงที่แพ็กแล้ว มาปิดปากถุงด้วยเครื่องซีล เสร็จแล้วจีบให้สวยงาม

รูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์


การจดทะเบียนรัฐวิสาหกิจชุมชน รหัสทะเบียน 6-52-01-14/1-0002
- สุดยอดศูนย์การเรียนรู้ อย. ชุมชนต้นแบบ ด้านความเข้มแข็งกลุ่มสุดยอด
- รางวัลชนะเลิศการประกวดคัดสรรสุดยอดศูนย์การเรียนรู้ชุมชนต้นแบบ ปี 2549
- ได้รับคัดเลือกการคัดสรรผลงานด้านอาหารพื้นบ้าน ประเภทของคาวหวาน
- ได้รับรางวัลจากกระทรวงสาธารณสุขด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

รายได้จากการจำหน่าย
              รายได้จากนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมชุมชน โดยการซื้อผลิตภัณฑ์เป็นของฝาก ของกินเล่น รายได้จากการจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง มีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 100,000 บาท

ตลาดหรือแหล่งรับซื้อ
1. ชุมชน 2 .กรุงเทพมหานคร 3.ตลาดทุ่งเกวียน 4.ตลาดอัศวิน  5.ร้านขายของชำทั่วไป

วิธีการทางการตลาด
1. ขายแผ่นแห้งสำหรับทอด                                        
2. ขายทั้งปลีก และส่ง
3. จากการมาเที่ยวชม ศึกษาดูงาน
4. การเป็นวิทยากร

                การส่งเสริมการตลาด การประชาสัมพันธ์
1. งานแสดงสินค้า
2. วิทยากร
3. การศึกษาดูงาน
จุดเด่น เอกลักษณ์ หรือจุดขายของผลิตภัณฑ์

                                         จุดเด่น เอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์
                             หอม กรอบ อร่อย สามารถรับประทานเป็นอาหารว่าง หรือ รับประทานกับนม กาแฟ ในตอนเช้า และยังสามารถนำเป็นของฝากได้

จุดขายของผลิตภัณฑ์   สด ใหม่ มีให้เลือกหลากหลาย ทั้ง ข้าวแต๋นหน้าน้ำตาล ข้าวแต๋นหน้าธัญพืช ข้าวแต๋น  หน้าพริกเผาหมูหยอง ข้าวแต๋นแบบคำเดียว ข้าวแต๋นรูปทรงโดนัท เป็นต้น


ปัญหาในการผลิต + วิธีการแก้ปัญหา
1. ตอนเริ่มทำ ยังไม่ได้มาตรฐาน  +  ลองผิดลองถูก
2. แผ่นเสีย  +ขายในราคาถูก และนำไปเป็นอาหารให้สัตว์เลี้ยง
3. ขาดแรงงานในช่วงฤดูกาล + รับสมัครแรงงานจากหมู่บ้านอื่น
4.ธรรมชาติ   + ใช้ตู้อบ
5.วัตถุดิบขาดตลาด  + สอบถามจากเครือข่าย




                                                                               บันทึกภูมิปัญญาโดย....สมาชิกกลุ่มสีม่วง

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

(2) เยาวชนกับเครื่องประดับกะลามะพร้าว

เจ้าของความรู้ : นางอนงค์ เครือจันต๊ะ.....
กลุ่มกะลาทรายทอง บ้านทุ่งบ่อแป้น
หมู่ที่ 2 ตำบลปงยางคก อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง
โทรศัพท์ 084-8056635

                        

เรื่องเล่า...  ในสมัยโบราณชาวบ้านมักจะใช้แค่เนื้อมะพร้าวเท่านั้นนำมาประกอบอาหารหรือทำขนม ส่วนกะลามะพร้าวก็จะนำไปทำกระบวยตักน้ำหรือทำทัพพี ในปัจจุบันกะลามะพร้าวมีอยู่มากมายเกินความจำเป็น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะนำไปทำอะไร มาจนกระทั่งสหกรณ์อำเภอ ได้ส่งตัวแทนของชาวบ้านไปเข้าอบรมการทำผลิตภัณฑ์จากกะลาที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้มีความรู้และแนวคิดในการผลิตผลิตภัณฑ์จากกะลาในรูปแบบใหม่ๆ จากภูมิปัญญท้องถิ่น ประเภทเครื่องประดับกายเช่น ต่างหู สร้อยคอ เข็มขัด กำไลข้อมือ เครื่องประดับตกแต่ง เช่น โคมไฟจากกะลา และในพ.ศ. 2547 มีการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านขึ้น เพื่อรวมกันทำผลิตภัณฑ์ให้มีความแปลกใหม่ทันสมัย อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้คนในชุมชนมีรายได้เสริมจากอาชีพหลักคือ รับจ้างทั่วไป เมื่อหักต้นทุนแล้วมีรายได้เฉลี่ย 2,000 - 3,000 บาทต่อเดือน

อัตลักษณ์ จุดเด่นของผลิตภัณฑ์
เป็นวัสดุจากธรรมชาติ หาได้ง่ายทั่วไป ลวดลายไม่ซ้ำกัน ได้รับการรับรองมาตรฐาน
มผช. ปี พ.ศ. 2549..





ความสัมพันธ์กับชุมชน

วิถีชีวิตของคนในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปเป็นหลัก หลังจากการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านขึ้นมา อีกทั้งยังนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในหมู่บ้านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่สูญเปล่า สามารถสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน
กระบวนการผลิต


1.วัตถุดิบและส่วนประกอบ ในการทำแหวน ต่างหู และกำไลข้อมือ             
                                        -ด้าย เบอร์ 15 -เม็ดกะลา
                                        -เม็ดลูกปัดไม้ -กรรไกร
                                        -กาวร้อน -คีมปากจิ้งจก
                                        -ไฟแช็ค -แผ่นกะลา
                                        -ลวดต่างหู ขอต่างหู
                    2.ขั้นตอนการผลิต
                                        1)นำด้ายชุบกาวร้อน ตรงปลายทั้งสองข้าง
                                        2)นำด้ายแบ่งครึ่งแล้วผูกปม
                                        3)นำลูกปัดร้อยตามลวดลาย
                                       4)เมื่อเรียบร้อยแล้ว ผูกปมให้แน่น เพื่อให้ลายออกมาสวยงาม

3.เทคนิค /เคล็ดลับ

ระหว่างการทำต้องดึงเส้นด้ายให้แน่น และที่สำคัญต้องออกแบบที่แปลกใหม่ ทันสมัย เพื่อสร้างจุดเด่นและน่าสนใจ  

กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP : นางอุมารินทร์ ไชยมูล ประธานกลุ่มกะลาทรายทอง
                                                             จังหวัดลำปาง
แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์   : ในประเทศ
                                                           -ถนนคนเดิน จังหวัดเชียงใหม่
                                                           -สวนจตุจักร กรุงเทพฯ
                                               : ต่างประเทศ   ประเทศอียิปต์ สหรัฐอเมริกา จีน..
                                        
                                                                        บันทึกข้อมูลโดย...สมาชิกกลุ่มเยาวชนสีส้ม



วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

(1)การทำตุง/โคม.(โครงการพัฒนาเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและพัฒนาอาชีพ)

การอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น  ผ่านกระบวนการเรียนรู้โดยการถ่ายทอดประสบการณ์จากชุมชน ราชญ์ชาวบ้านสู่เยาวชนที่เป็นทายาท OTOP หรือเยาวชนที่มีความสนใจและเป็นการพัฒนาอาชีพสร้างรายได้
       ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง  ได้ดำเนินการฝึกอบรมพัฒนาเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและพัฒนาอาชีพ จำนวน 2 รุ่น ซึ่งเป็นเยาวชนจาก 8 จังหวัดภาคเหนือในความรับผิดชอบ   ดำเนินการระหว่างวันที่ 15 - 19 และ  22 – 26  สิงหาคม  2554..
 การบันทึกภูมิปัญญา..ผ่านการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการทำผลิตภัณฑ์เสริมอาชีพจากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์และภูมิปัญญาในชุมชน ถูกรวบรวมบันทึกโดยกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯ จาก 6 ฐานการเรียนรู้ 1).การร้อยเครื่องประดับคริสตัล 2).การทำเทียนหอม 3).กาแฟโบราณ 4).การทำตุง/โคม 5).เครื่องประดับกะลามะพร้าว 6).การทำข้าวแต๋น
การทำตุง/โคม
เจ้าของความรู้ : นางทิวาพร ปินตาสี (ป้าบัว) ประธานกลุ่มประดิษฐ์ตุงและโคมศรีล้านนา
สถานที่ติดต่อ  :  256 หอศิลป์ลำปาง ถ.ตลาดเก่า ต.สวนดอก อ.เมืองฯ  จ.ลำปาง
                           http://www.kornsrilanna.com/ 
                                      โทรศัพท์   086-6572728
เรื่องเล่า :
               ปี 2539  ป้าบัวได้เริ่มทำธุรกิจรถเช่ากับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งได้ลงทุนซื้อรถใหม่ทั้งหมดในกิจการนี้ โดยหวังว่าจะประสบผลสำเร็จในกิจการ ช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2540 บริษัทปูนซีเมนต์ไทยได้ยกเลิกสัญญาเช่า จึงเกิดผลกระทบต่อกิจการของครอบครัว และทำให้เกิดภาระหนี้สิน จึงต้องขายสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการเพื่อมาชำระหนี้
               จนมาได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาในคอลัมม์ได้กล่าวถึงศิลปะตุงและโคมลอย ซึ่งเป็นประเพณีล้านนาที่จะสูญหายไป โดยไม่มีผู้สืบทอด จึงทำให้ได้ย้อนนึกถึง ตาสุข  ผู้เป็นบิดา
ซึ่งมีอาชีพทำตุงและโคมลอยมาตั้งแต่ป้าบัวจำความได้.. ทำให้ป้าบัวกลับมาสนใจประเพณี วัฒนธรรมการทำตุงและโคม แล้วศึกษาเรียนรู้วิธีการผลิตจากตาสุขบิดา ได้มีการพัฒนาตุงและโคมในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์จนเป็นที่ยอมรับต่อสากล..

จุดเด่นของตุงและโคม

1.เป็นงานฝีมือ สาธิตวิธีการทำ เพื่อสร้างจุดสนใจของลูกค้า
2.ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร
3.เป็นการทำโคมที่ปราศจากเส้นลวด
4.ไม่มีแบบพิมพ์ที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์ สามารถทำออกมาจากจินตนาการของตนเอง
5.ระยะเวลาการใช้งานผลิตภัณฑ์ค่อนข้างยาวนาน  เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพ
6.ได้ทำการจดสิทธิบัตรการออกแบบโคมศรีล้านนา


ความสัมพันธ์กับชุมชน
*ส่งเสริมการประกอบอาชีพให้เป็นงานฝีมือของชุมชน
*ปลูกฝังค่านิยมให้กับชุมชน ได้สืบทอดประเพณีการทำตุง
และโคม
*สอดแทรกความหมายของโคมและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดลำปาง
*ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่มีความสนใจอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านล้านนา ให้อยู่คู่กับคนลำปางตลอดไป
*สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน

วัตถุดิบและอุปกรณ์
1.กระดาษสา 2.กระดาษสีทอง 3.กระดาษว่าวสี 4.กระดาษแข็ง 5.ไม้ไผ่ 6.เชือก 7.กาว 8.เข็ม 9.กรรไกร 10.แม็กเย็บกระดาษ 11.เทปกาวใส 12.สิ่ว



ขั้นตอนการผลิตตุง 12 ราศี
1.สร้างแม่แบบ 12 ราศี
2.ทาบแม่แบบกับกระดาษ สีทอง แล้วตัดตามรูป
3.นำกระดาษสามาตัดขึ้นรูปตุง
4.ตัดกระดาษสีทอง ติดกาวทำขอบรอบตัวตุง
5.นำตัว 12 ราศีติดกาวบนตัวตุง

วิธีการตัดตุงพญายอ
1.นำกระดาษว่าวสี ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดตามความต้องการ 2-3 แผ่น มาวางซ้อนกัน 3 ชั้น
2.พับเป็นรูปสามเหลี่ยม ตัดขอบกระดาษให้เท่าๆกัน
3.นำกระดาษที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยม มาตัดตรงส่วนหางของตุง เป็นฟันปลาสลับกัน
4.ตัดกระดาษส่วนหัวสลับกันไปมา โดยห้ามตัดจนขาด ให้เหลือแต่ละข้างไว้อย่างละครึ่งเซนติเมตร
5.นำกระดาษที่ตัดเรียบร้อยแล้ว กางออกเพื่อจะทำที่รอง เย็บใส่เป็นบานของตุง
6.นำที่รองฐานตุง มาเย็บติดกับกระดาษ
7.นำกระดาษรูปกรวย เย็บเข้ากับกระดาษตุง ร้อยด้าย และใส่กรวย..
ก็จะได้ตุงพญายอที่ต้องการ


เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต
1.ใช้ความตั้งใจและสมาธิในการทำชิ้นงาน
2.ใช้การตัดกระดาษในรูปแบบต่างๆ
3.นำกระดาษมาซ้อนกันหลายๆ ชิ้นเพื่อทำได้ชิ้นงานหลายๆ ชิ้น

มาตรฐาน/รางวัล
*ปีพ.ศ. 2546 โคมไฟล้านนาได้รับ OTOP 3 ดาว
*ปี 2546 ได้รับการรับรองมาตรฐาน มผช.
*ได้รับถ้วยพระราชทานจากมรดกโคม 8 เหลี่ยม
*ปี 2548 ได้รับรางวัลศิลปินล้านนา
*ได้รับรางวัลศิลปินร่วมสมัยจังหวัดลำปาง
* ปี 2550 ได้รับเกียรติลงในคอลัมม์หนังสือ “ Marry Care ”

แผนธุรกิจและการตลาด
             การขายผลิตภัณฑ์เริ่มจากราคาต่ำก่อน แล้วค่อยๆปรับราคา ตามความยากง่ายของผลิตภัณฑ์ มีการสอนขั้นตอนและวิธีการทำให้ลูกค้า/ผู้ต้องการจะทำ หรืออยากได้ข้อมูลไปเผยแพร่
            ตลาดจำหน่ายครั้งแรกอยู่ที่สวนลุมพินีกรุงเทพฯ จากนั้นก็แพร่หลายไปทั่วประเทศและต่างประเทศ ทั้งในญี่ปุ่นและอเมริกา ราคาตั้งแต่ 20 - 4,500 บาท ไม่มีการจำกัดตลาด มีการประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก และสื่อประชาสัมพันธ์จากการไปโชว์ผลงานตามงานต่างๆ เช่น งานโคมไฟนานาชาติที่สิงคโปร์ เป็นต้น
แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์
1.หอศิลป์ลำปาง
2.Web site www.kornsrilanna.com และสามารถส่งสินค้าไปให้ลูกค้าโดยทางอากาศและทางบก

                                                                            บันทึกภูมิปัญญาโดย...สมาชิกกลุ่มเยาวชน...
                                                                                                  รุ่น 1 สีเขียว + รุ่น 2 สีขาว