วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

ประสบการณ์และความสำเร็จจากการทำฟาร์มเห็ดหอม...

ชื่อเรื่อง                ประสบการณ์และความสำเร็จจากการทำฟาร์มเห็ดหอม
เจ้าของความรู้     นายทวิท สว่างวงค์ อายุ ๔๓ ปี
ตำแหน่ง               ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านหลวง
ที่อยู่                     ๑๒๒ หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
เบอร์โทรศัพท์      ๐๘๑-๑๙๘๖๓๖๕
ผู้บันทึกความรู้     นางดวงธิดา อำนาจผูก ตำแหน่ง นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ

เรื่องเล่า...              
                 จากอดีต..รับราชการเป็นทหารพรานที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๑ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต มาถึง ปี พ.ศ.๒๕๔๐ ลาออกจากราชการทหาร ย้ายมาอยู่กับครอบครัวที่ ตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่..ด้วยการประกอบอาชีพขับรถรับจ้างส่งคนงาน อาชีพนี้ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ  จน พ่อ แม่ เลิกที่จะมีความหวังในตัวของลูกชาย  จากนั้นก็เริ่มหันมาให้ความสนใจการเพาะเห็ดหอม จากการที่ภรรยา ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเพาะเห็ดหอมในหมู่บ้าน แต่การทำในรูปกลุ่มไม่บรรลุผลสำเร็จ เนื่องจากการทำงานเป็นกลุ่มมักจะเกี่ยงงานกัน โดยเฉพาะการเพาะเห็ดหอมต้องดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เพราะมีขั้นตอนการทำหลายขั้นตอน ตั้งแต่การนึ่งก้อนเห็ด การเขี่ยเชื้อ การตบก้อนเห็ด ทำในรูปกลุ่ม...เห็ดมักจะเสียมากกว่าดี เมื่อดูแลไม่ทั่วถึง ปริมาณที่เสียมีมากกว่า ๓๐ % จึงชวนภรรยาให้แยกตัวออกมาทำเอง และคิดหาวิธีไม่ให้เห็ดเสีย  โดยมุ่งที่จะยึดเป็นอาชีพลัก...


ศึกษา..เรียนรู้..ลองผิดลองถูก
                เริ่มแรกได้ไปขอความรู้จากผู้ที่เพาะเห็ดในหมู่บ้าน แต่ก็ไม่มีใครที่จะให้ความรู้ จึงได้เข้าไปศึกษาหาความรู้จากฟาร็มเห็ดนงนุช ในจังหวัดลำพูน แล้วก็นำมาศึกษาเพิ่มเติมและทดลองทำด้วยตัวเองที่บ้าน ลองผิดลองถูกหลายครั้ง จนรู้วิธีนึ่งก้อนเห็ด ว่าต้องใช้ความร้อนคงที่ เชื้อเพลิงที่ดีที่สุดคือซังข้าวโพดที่ให้ความร้อนคงที่ได้ดี ส่วนการกระตุ้นก้อนเชื้อเห็ด ด้วยการใช้รองเท้าตบ น้ำหนักแรงไป ราเขียวจะขึ้น ทำให้ก้อนเห็ดเสีย จึงเปลี่ยนวิธีใช้มือตบใช้น้ำหนักที่พอดี ไม่เบาเกินไป ไม่หนักเกินไป หลังจากนั้นก็เริ่มคิดค้นหาสูตรเพิ่มธาตุอาหารให้กับเชื้อเห็ด เพื่อให้ได้ผลผลิตมากกว่าเดิม ปกติเห็ดรุ่นหนึ่ง จะเก็บได้ ๔ รอบ ๆ ละ ประมาณ ๑๐ วัน ได้สูตรเพิ่มส่วนผสมโดยการเพิ่มส่วนผสมตามสัดส่วน คือ แกลบ ยิบซั่ม แคลเซียม น้ำตาลทรายแดง กากน้ำตาล ปริมาณผลผลิตที่ได้ ๑ ลำรถสิบล้อ จะผลิตก้อนเห็ดได้ ๒๓,๐๐๐ ก้อน ราคาขายก้อนละ ๗.๕๐ บาท คิดเป็นเงินประมาณ ๑๗๒,๕๐๐ บาท มีต้นทุนครั้งละ ๕๐,๐๐๐ บาท


                ต่อมาก็ผลิตก้อนเห็ดขาย นอกจากการเก็บเห็ดสดขายอย่างเดียว ลูกค้าตอบรับดีมาก มีการดูแลลูกค้าหลังการขาย คือนำเอาประสบการณ์ การทำเห็ดครั้งแรกมาเป็นครู (ที่ไม่มีใครยอมสอนในการทำเห็ดของตนเองครั้งแรก) ถ้าคนที่สนใจทำเห็ดมาติดต่อซื้อก้อนเห็ดและขอความรู้เรื่องเห็ดก็จะสอนโดยไปสอนถึงสถานที่ของลูกค้า และตามไปดูแลอย่างใกล้ชิด จนต่อมาที่บ้านก็เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของผู้สนใจทั่วไป รวมถึงโครงการหลวง ก็มาศึกษาวิธีการทำอย่างไรเห็ดถึงไม่เสีย

เคล็ดลับหรือเทคนิคในการทำเห็ด คือเตานึ่งเห็ดจะใช้ซังข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิง เพราะจะได้ความร้อนคงที่ มีเกลวัดความร้อนเวลานึ่งก้อนเห็ด การเติมเชื้อเห็ดหรือเขี่ยเชื้อจะทำเวลากลางคืน ช่วงราว ๆ ตี ๓ เพาะอุณหภูมิจะคงที่ ถ้าทำในเวลากลางวันอากาศร้อน เห็ดจะเสีย เคยคิดกับตัวเองว่าทำเห็ดแล้วมีเสียบ้างยังได้กำไร ถ้าจะทำไม่ให้เห็ดเสียเลย จะมีกำไรมากแค่ไหน

ปัญหาในการทำฟาร์มเห็ดหอม
๑. ไม่มีความรู้เรื่องเตานึ่ง ทำให้ตอนเริ่มทำใหม่ ๆ นึ่งไม่สุก เห็ดเสีย
๒. เขี่ยเชื้อไม่เป็น

วิธีแก้ปัญหา/การหาวิธีลดต้นทุนการผลิต
๑. ศึกษาหาความรู้จากฟาร์มเห็ดนงนุช จังหวัดลำพูน
๒. ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง /หาประสบการณ์ด้วยตัวเอง
๓. ลดต้นทุนในการสร้างโรงเรือน คือใช้หญ้าคา และใบตองตึง ซึ่งเป็นวัสดุหาได้ในท้องถิ่น นำมาเป็นวัสดุในการทำหลังคาโรงเรือน ซึ่งทำให้ต้นทุนในการสร้างโรงเรือนลดลง ที่สำคัญ อุณหภูมิภายในโรงเรือนไม่สูง อากาศถ่ายเทสะดวก

ผลที่ได้รับ ต้นทุนในการผลิตลดลง ก้อนเห็ดไม่เน่า อยู่ทน ออกผลผลิตได้หลายรอบ จากเดิมกระตุ้นเห็ด ๔ ครั้งเห็ดจะเริ่มให้ผลผลิตน้อยลง หลังจากหาวิธีกระตุ้นได้สำเร็จ สามารถกระตุ้นได้นานถึง ๗ ครั้ง เก็บเห็ดได้นานถึง ๔ เดือน ผลผลิตได้มาก รายได้ก็เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน ได้เพาะเห็ดชนิดอื่น ๆ ด้วย อาทิ เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู

บอกความรู้สึก...สิ่งที่ได้เรียนรู้
                จากเคยที่ล้มลุกคลุกคลานมาแล้ว ชีวิตล้มเหลวมาเกือบครึ่งชีวิต สามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งในเม็ดเลือดที่เป็นอยู่ ผ่านมา ๗ ปีแล้ว ก็ประสบความสำเร็จในชีวิต สามารถควบคุมอาการของโรคมะเร็งได้ เป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิต อนาคตจะขยายพื้นที่ทำกินที่มีอยู่ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช และทำให้เป็นศูนย์เรียนรู้ในชุมชนต่อไป...

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

พลังแห่งผู้เฒ่า...กลุ่มจักสานผู้สูงอายุบ้านปัญจะพัฒนา..

กลุ่มจักสานผู้สูงอายุบ้านปัญจะพัฒนา
กิจกรรมเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปัญจะพัฒนา
หมู่ที่ ๑๑ ต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

“...เป็นคนแก่..ไม่มีงานอะไรทำ ไม่มีใครจ้างทำงาน..”
“.. ถ้าอยู่บ้านก็เครียด ตาก็ไปทำนา..ลูกเต้าโตหมดแล้ว..”
“..อยู่บ้านก็เหงา...ไม่มีใครพูดด้วย..”
พ่อน้อยปัน ปัจจารี ประธานกลุ่มจักสานผู้สูงอายุบ้านปัญจะพัฒนา ผู้เฒ่าวัย ๗๑ ปี กับดวงตาที่พร่ามัวด้วยโรคเบาหวาน ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะไปจักตอกสานก๋วยได้อีก พ่อปันเล่าว่า “แต่ก่อนมาคนเฒ่าคนแก่ที่นี่ ก็ไม่มีอะไรทำ มีแต่แกและเพื่อนบ้านอีก ๒-๓ คนเท่านั้นที่มีรายได้จากการรับจ้างสานก๋วย(ตระกร้าใส่ผัก) ได้ใบละ ๔ บาท โดยต้องซื้อตอกสานก๋วย ในราคา ๔๐ บาทต่อเส้นตอก ๑,๐๐๐ เส้น และขายก๋วยให้กับพ่อค้าบ้านแม่ใจ
อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ..




ต่อลมหายใจ “ผู้เฒ่า” แห่งบ้านปัญจะพัฒนา
       ปี ๒๕๕๐ ผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้น(นายพิชัย ทรงรักษา) และประธานกลุ่มออมทรัพย์ฯ(ณฐพร ชัยชนะ)ได้ชักชวนให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ไม่มีงานทำ รวมกลุ่มกันเป็น “กลุ่มจักสานผู้สูงอายุบ้านปัญจะพัฒนา” ขึ้น โดยกระทรวงพัฒนาสังคมได้สนับสนุนเงินทุนจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท สำหรับจัดซื้อเครื่องจักตอก วัสดุอุปกรณ์ กลุ่มออมทรัพย์ฯได้สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนในกลุ่ม จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท และผู้ใหญ่บ้าน..สมาชิกอบต.แม่สาว ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ชาวบ้าน คนหนุ่มสาวช่วยกันสร้างที่ทำงานของกลุ่มขึ้นในสวนของแม่บุญช่วย อินชัย ช่วงเริ่มต้นมีสมาชิก ๗-๘ คน ให้พ่อน้อยปัน ปัจจารีเป็นประธานกลุ่มมาจนถึงปัจจุบัน...

ร่วมด้วย...ช่วยผู้เฒ่า
          กลุ่มจักสานผู้สูงอายุฯ ถือเป็นกิจกรรมเครือข่ายของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปัญจะพัฒนา เพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มออมทรัพย์ฯ ในเรื่องของเงินทุนหมุนเวียน การส่งเสริมให้กรรมการกลุ่มได้ไปศึกษาดูงาน การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ และแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ฯลฯ

            ทุกๆปี กลุ่มจักสานฯ ของผู้เฒ่าจะจัดกิจกรรมทอดผ้าป่า ตั้งองค์กฐิน ทำพิธีสืบชะตา ฯลฯ เพื่อรวบรวมเงินทุนในการซื้อที่ดิน และจัดสร้างอาคารที่ทำการของกลุ่ม โดยมีกลุ่มออมทรัพย์ฯสนับสนุน และในปี ๒๕๕๒ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สาวได้สนับสนุนงบประมาณ ๑๙๗,๐๐๐ บาท สร้างอาคารเอนกประสงค์ประจำหมู่บ้าน และใช้เป็นที่ทำงานของกลุ่มจักสานฯมาจนทุกวันนี้



 กว่าจะมาเป็น...ก๋วย...
          พ่อปั๋น พ่อเสาร์ และสมาชิกกลุ่มอีก ๔-๕ คน จะไปหาซื้อไม้บง(บงกาย ต้นไผ่ชนิดหนึ่ง)เล่มละ ๒.๕๐-๕ บาท แล้วแต่ขนาด บางครั้งก็ซื้อเหมาเป็นกอ ช่วยกันตัด..ช่วยกันลาก...แล้วก็เอารถของประธานกลุ่มออมทรัพย์ฯ(น้องต่าย)ไปบรรทุกกลับมา





     ผ่าไผ่บงเป็นซีกๆทิ้งตากแดดให้แห้ง  ประมาณครึ่งวัน








เอามาแช่ในอ่างน้ำเพื่อให้เนื้อไม้นิ่ม ตรง ไม่งอ





นำมาใส่ใน “เครื่องร่อน”(เครื่องจักตอก)จากไผ่บง ๑ ซีก ผ่านเครื่องจักตอกได้ ๒-๘ เส้น(ตอก)


เริ่มนำเส้นตอกมาสานเป็นฐานตระกร้า(ก่อก้นก๋วย)


สาน...เป็น..ตระกร้า(ก๋วย..ใส่ผัก)



                                                   ขั้นเม้มปาก(ก๋วย)เป็นขั้นตอนสุดท้าย


**นำก๋วยมาซ้อนกันทีละ ๕๐ ใบ เข้าเครื่องอัด ซ้อนกันให้แน่น เก็บเข้าโรงเก็บ เพื่อรอขายให้พ่อค้าต่อไป



รวมพลัง...ผู้เฒ่าปัญจะพัฒนา
         มาทำกันตามหน้าที่ จักตอก...สานตระกร้า...สานก้นตระกร้า...ขึ้นก๋วย ฯลฯ “ใครมาทำกี่วันก็ได้เงินตามนั้น ขายได้เมื่อไหร่ก็จะแบ่งเงินกัน ปกติราคาขายอยู่ที่ ๓.๕๐-๕ บาท/เข่ง ช่วงกลางพรรษาฝนตกเยอะ พืชผักไม่ค่อยมี ราคาเข่งก็จะลดลง..กลุ่มออมทรัพย์ฯจะเป็นคนประสานพ่อค้าส่งขายตามสั่งเยอะที่สุดถึง ๔-๕ พันเข่ง” พ่อปั๋น จิโนวรรณ อายุ ๖๕ ปีเล่าให้ฟัง...
         อยู่บ้านพ่อปั๋นสานสุ่มไก่ได้ แต่สานก๋วยนั้น ต้องมาหัดสานกับแม่ติ๊บ ธนูสิทธิ์ ใช้เวลาเพียงครึ่งวันพ่อปั๋นก็สามารถสานเข่งส่งได้เลย..
         แต่ละคน ทำได้ทุกหน้าที่ แต่ ผู้ชายจะเป็นคนจักไม้ไผ่ ไม้หมดก็ไปสาน ไปเม้ม

"ไม่มีคนไปตัดไม้(ไผ่บง..) คนหนุ่มๆเขาไม่ทำ..เพราะทำงานอย่างอื่นได้เงินมากกว่า” พ่อปั๋นกับพรรคพวก(ผู้เฒ่า)ต้องไปตัดกันเอง กลุ่มฯใช้เงินทุนของกลุ่มจ้างเป็นค่าแรง ๑๒๐ บาท/วัน/คน
         กลุ่มจักสานของผู้เฒ่าปัญจะพัฒนา จะช่วยกันสานก๋วยทุกวัน แต่ละครั้ง รวบรวมให้ได้หลายพันเข่ง(๓-๔ พันใบ) จึงจะขาย เมื่อขายได้จะหักเงินไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์เข้าเป็นทุนของกลุ่มทุกครั้ง ที่เหลือก็เอามาแบ่งกัน ตามแต่ว่าใครมาสานกี่วัน


เสียงเพรียก...จากหัวใจผู้เฒ่าปัญจะพัฒนา
          กลุ่มจักสานฯของผู้สูงอายุบ้านปัญจะพัฒนา เกิดขึ้นได้จากการดูแลช่วยเหลือของลูกหลาน...ชาวบ้านทุกคน โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้านและกลุ่มออมทรัพย์ฯบ้านปัญจะพัฒนา วันนี้ ผู้สูงอายุมีรายได้ ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน..ลูกเต้าต้องเสาะหา..ต้องทำมาหาเลี้ยงครอบครัวของเขา...อยู่บ้านก็เหงา..ไม่มีใครพูดด้วย อยู่ที่นี่ จ๊อกๆ แจ๊กๆ...ไข้หัวกั๋น(หัวเราะกัน)..เพลินไป..ถ้ามีภาระก็มาเอาตอกไปนั่งสานที่บ้านได้...

วันนี้เงินทุน(กองกลาง)ของกลุ่มถูกใช้ไปเป็นค่าจ้างตัดไม้ไผ่มาทำก๋วย หรือซื้อไผ่เป็นเล่มๆ ใช้เป็นค่าซ่อมเครื่องจักร ค่าไฟฟ้า ฯลฯ

“ปัจจัย(เงินทุน)ร่อยหรอไปทุกวัน..เครื่องจักรตอก ๒ เครื่องไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะถ้าไม่รีบเอาไม้เข้าร่อน ไม้ก็จะแห้งแข็งไป” เป็นคำเปรยๆของกลุ่มผู้เฒ่า ที่อยากเห็น อยากให้กลุ่มจักสานผู้สูงอายุบ้านปัญจะพัฒนา อยู่เคียงคู่กับพวกเขาตลอดไป...


 บันทึก/เรียบเรียง...อัญชลี ป่งแก้ว
จัดพิมพ์/จัดเรียง..ชูชาติ บุญธรรม
ถ่ายภาพประกอบ ธนาศักดิ์ เตชะวงศ์
....30 มีนาคม 2554

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทบทวนแผนพัฒนาชุมชนบ้านปง....โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตหมู่บ้านและชุมชนแบบมีส่วนร่วม


ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาชุมชนบ้านปง (แผนชุมชน) จันทร์ที่ 27 มี.ค. 54  ที่สำนักงานฝ่ายป่าไม้ห้วยลาน..ศูนย์ฯลำปางได้รับเชิญให้ไปช่วยจัดกระบวนการ เพื่อทบทวนแผนชุมชนของบ้านปง หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยลาน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่  เน้นในประเด็นการวางแผนพัฒนาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์  โดยมีคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชมงคลฯ เป็นเจ้าของเรื่อง..ตามโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตหมู่บ้าน/ชุมชนแบบมีส่วนร่วมกระบวนการที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนดึงเอาความรู้ความคิดความเห็นออกมาจากกลุ่มแกนนำหมู่บ้าน..
1. สร้างความคุ้นเคย และหาข้อมูลชุมชน ด้วยการให้ช่วยกันวาดแผนผังหมู่บ้านคร่าวๆ และช่วยกันเติมว่า ใครทำอะไร อยู่ตรงไหนบ้าง มีกลุ่ม/กิจกรรมต่างๆ ทรัพยากร แหล่งท่องเที่ยวตรงไหน...ให้มองเห็นภาพรวมของชุมชน
2. แนะนำตัว ชวนคุยให้เห็นความสำคัญว่าวันนี้จะมาทำอะไรกัน ..ควรมีการทบทวนแผนชุมชนให้เหมาะสมหรือไม่  แผนเป็นความคิดความต้องการที่เกิดจากพวกเรา จากชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างไรมากน้อยขนาดไหน..วันนี้ เพื่อให้ไปสู่หมู่บ้านท่องเที่ยว การพูดคุยกันในเวลาสั้นๆ อาจทำได้ไม่ครอบคลุม แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า แผนงาน/กิจกรรม ที่เราวางไว้ เกิดจาก/เป็นความต้องการของชุมชนจริงๆ
3. ขอตัวแทน หรือผู้อาวุโส ช่วยเล่าพัฒนาการของหมู่บ้าน ..ตั้งแต่อดีต...มาถึงปัจจุบัน ในรูปของ Time Line ให้เห็นสถานการณ์ที่มากระทบและผลที่เกิดขึ้น   เพื่อให้เห็นภาพรวมของชุมชน ..ตั้งคำถามเพิ่มเติม..ช่วยกันเติมในเรื่องอื่นๆ เช่นปฏิทินประเพณีวัฒนธรรม กิจกรรม งานอาชีพ ทรัพยากรพืชพันธุ์สมุนไพรในแต่ละเดือน เป็นต้น 
4. จากที่ช่วยกันเล่า.. เห็นพัฒนาการร่วมกัน ตั้งคำถามในประเด็นต่อไปว่า..อะไรเป็นจุดแข็งของเรา(บ้านปงมีของดีอะไรบ้าง..เป็นสิ่งดีๆภาคภูมิใจฯลฯ) อะไรเป็นจุดอ่อน..เป็นปัญหาหรือยังไม่ถูกใจ อยากแก้ไข..แล้วมีใครหรือเรื่องอะไรที่มาสนับสนุน มาเอื้อประโยชน์ให้ชุมชนบ้าง(โอกาส)..ประเด็นสุดท้ายคือข้อจำกัด อุปสรรค สิ่งคุกคามจากภายนอกชุมชนมีอะไรบ้าง...(ชวนวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชน ..)
5. ร่วมกันวางเป้าหมาย.. ด้วยคำถามอยากเห็นบ้านปงเป็นอย่างไรใน 5-10 ปีข้างหน้า(อนาคต) ...ให้คิดภาพและถามเอาคำตอบทีละคน เก็บประเด็นขึ้นฟลิปชาร์ท..เชื่อมโยงเป็นภาพใหญ่สู่เป้าหมายคือ "เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิง..."
6. แล้วจะต้องทำอย่างไรบ้าง? ...เพื่อไปสู่เป้าหมายคือ หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์นั้น..ชวนกันคิดแนวทาง วิธีการ บางคนเสนอเป็นกิจกรรมเป็นโครงการ..(พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว/ฟื้นฟูวัฒนธรรม/ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม/ภูมิทัศน์/รวบรวม/สืบทอดภูมิปัญญา /ถอดองค์ความรู้/มีไกด์ชุมชน/ทำ Home Stay....)
7. ช่วยกำหนดว่าเรื่องใดจะทำได้ตั้งแต่เมื่อไร..ต้องอะไรบ้าง = กิจกรรม/โครงการ  
ออกมาเป็น..แผนระยะสั้น (แผนปี)   ระยะปลานกลาง( แผน2ปี)  แผนระยะยาว..  ช่วยกันเพิ่มเติมกิจกรรม/โครงการให้ครอบคลุม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้...
    สรุปเชื่อมโยงให้ข้อคิด..
        - แผนชุมชน เป็นแผนชีวิตของชุมชนเอง ไม่ใช่แผนที่เป็นเพียงเอกสารที่ทำขึ้นเพื่อของงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ให้การวางแผนของชุมชนเป็นเงื่อนไขให้ได้คิดได้แลกเปลี่ยนวางแผนร่วมกัน..จึงต้องมีการทบทวนและปรับให้เหมาะสมได้ตลอด
        - ชุมชนต้องมี เจ้าภาพ รับผิดชอบแต่ละกิจกรรม ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ ในแต่ละเรื่องแต่ละด้าน  จึงจะเคลื่อนงานไปได้
         -ควรมานั่งคุยกันในแต่ละเรื่อง/ด้าน เพื่อวางแผนการทำงานกันต่อไป(ควรจะต้องมีการพูดคุยกันแบบนี้อีกหลายๆเวทีในหมู่บ้าน..ตรงนี้ถูกเสนอออกมาจากเวที)..แผนชุมชนของบ้านปง ..จะไปสู่เป้าหมาย/ความฝันได้อย่างแน่นอน ถ้าเป้าหมายนั้นเป็นฝันร่วมของคนบ้างปง...
                                                                                              บันทึก/จัดกระบวนการ...24 มีนาคม 2554
                               อัญชลี ป่งแก้ว/ธาดา ธีระวาทิน

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

ฤางานของโบรกเกอร์การพัฒนา จะมีความหมายแค่คนเป็นนักการเมืองและนักธุรกิจ ?

                  ในการดำเนินงานพัฒนาชุมชน การสร้างและพัฒนาเครือข่ายหรือการพัฒนาภาคีการพัฒนา นับเป็นเทคนิค หรือวิธีการอย่างหนึงของการทำงานพัฒนาชุมชนยุคใหม่ที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากว่า ในการพัฒนาสังคมและชุมชน เราไม่สามารถทำงานต่างๆ ให้สำเร็จด้วยดีได้โดยลำพังหน่วยงานเดียว แต่อาจต้องทำงานร่วมมือกันอย่างบูรณาการ เพื่อให้งานการพัฒนาถึงเป้าหมายร่วมกัน การพัฒนาสมัยใหม่ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ในบางครั้งจึงต้องทำหน้าที่เป็น “Broker” หรือเป็น “Lobbyist”.ด้วย ซึ่งคำนี้ มีนัยความหมายที่กว้างลึกกว่าบทบาทการเป็น “นักเชื่อมประสาน” ดังที่เราเคยปฏิบัติกันสืบมา



                   ที่นำเสนอต่อไปนี้ เป็นวงจรของการทำงาน ลักษณะนักเชื่อมประสานแบบหนึ่ง ที่เรียกง่ายๆ ติดปากเป็นภาษาไทยแล้วว่า “โบรกเกอร์” หรือ “ล็อบบี้ยิสต์” การพัฒนา ซึ่งได้แปล/เรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือชื่อ “The Brokering Guidebook Navigating Effective SustainableDevelopment Partnerships”ที่มีการจัดพิมพ์เผยแพร่ โดยองค์กรระหว่างประเทศ

                    ลองดูกระบวนการ ขั้นตอน หรือวงจรของการสร้างและพัฒนาเครือข่ายหรือสร้างภาคีการพัฒนาเหล่านี้ดูสิ ว่าแตกต่างจากสิ่งที่เราเคยทำหรือไม่

ขั้นตอนที่ ๑ กำหนดขอบเขตงาน ทบทวนปัญหา หรือสิ่งที่ต้องการทำ เก็บรวบรวมข้อมูล ปรึกษาผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกับหน่วยงานสำคัญภายนอกท่าดว่าจะร่วมภาคี พร้อมกำหนดแนวคิดกว้างๆ ที่จะทำหรือขับเคลื่อน

ขั้นตอนที่ ๒ ค้นหาและกำหนดผู้ที่จะเข้าเป็นภาคี ด้วยการเชิญชวน จูงใจให้เข้าร่วมทำงานขั้นตอนที่ ๓ สร้างหลักการร่วม ให้สมาชิกจากแหล่งต่างๆ ช่วยกันเป้าหมาย วัตถุประสงค์ หลักการสำคัญ ที่จะทำให้เกิดความร่วมมือในการทำงาน

ขั้นตอนที่ ๔ วางแผนงาน ให้ภาคีร่วมวางแผนกิจกรรม และกำหนดแนวทางความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ

ขั้นตอนที่ ๕ บริหารจัดการ ในขั้นตอนนี้ ให้สมาชิกภาคีพัฒนาจัดโครงสร้างคณะทำงาน และแนวทางความร่วมมือต่อกัน จากระยะสั้น สู่ระยะยาว

ขั้นตอนที่ ๖ จัดหาทรัพยากรทำงาน สมาชิกภาคีและผู้สนับสนุนอื่นๆ ร่วมระดมเงิน และสิ่งที่มิใช่ตัวเงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน

ขั้นตอนที่ ๗ ปฏิบัติการการอยู่ร่วมภาคี เมื่อมีทรัพยากร และทุกคนได้ทราบถึงรายละเอียดของกิจกรรมที่ได้ตกลงทำร่วมกันแล้ว ให้ดำเนินการตามห้วงเวลาที่กำหนดร่วมกัน และควรทำกิจกรรมเริ่มแรก ที่มีความเป็นไปได้สูง

ขั้นตอนที่ ๘ ตรวจสอบความสำเร็จ วัดและประเมินความสำเร็จการทำงาน ดูผลกระทบ และประสิทธิภาพของการทำงาน พร้อมตรวจสอบว่า แต่ละภาคีได้บรรลุเป้าหมาย ที่ต้องการ หรือไม่

ขั้นตอนที่ ๙ ตรวจสอบผลการทำงาน ขั้นตอนนี้เพื่อดูว่าการทำงานร่วมภาคี มีผลกระทบต่อองค์กรของสมาชิกที่เข้าร่วมภาคี หรือไม่ เพียงใด เพื่อดูว่ามีหน่วยงานภาคีใดที่จำเป็นต้องถอนตัวออกไป หรือหน่วยงานภาคีใด ที่จะเข้าร่วม

ขั้นตอนที่ ๑๐ ทบทวนบทบาทภาคีพัฒนา พิจารณาแผนงาน โครงการต่างๆ โดยใช้พื้นฐานประสบการณ์ของแต่ละฝ่าย หรือแต่ละภาคี

ขั้นตอนที่ ๑๑ สร้างความเข้มแข็งสู่ความเป็นสถาบัน สร้างและพัฒนาโครงสร้าง หรือกลไกทำงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจมีความร่วมมือที่ดี แข็งขันต่อเนื่อง

ขั้นตอนที่ ๑๒ สร้างความยั่งยืนหรือต่อเนื่อง ทั้งนี้จะยุติกิจกรรม หรือทำต่อก็ได้ บนพื้นฐานข้อตกลงที่ทุกฝ่ายพอใจ และ/หรือทบทวนบทบาท กำหนดบทบาทใหม่อีก เพื่อเข้าสู่วงจรการทำงานใหม่

           ถึงเพื่อนๆ... ผมส่งบทเขียน...แปลและเรียบเรียงมาพร้อมนี้ เป็นเรื่องของเทคนิคการสร้างเครือข่ายและภาคึการพัฒนาของฝรั่ง ซึ่งแสดงให้เห็นวงจรของการดำเนินงานว่าเขามีเทคนิค วิธีการทำอย่างไร เป็น หนังสือของเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ ที่ไปอบรมที่เจนีวา เพื่อนส่งมาให้อ่านศึกษา เลยถอดความบางส่วนมา เห็นเขตกำลังจะอบรม พูดถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง จึงส่งเรื่องนี้มาให้พิจารณาครับ เขียนไว้ เพื่อลงเคเอ็ม...
                                                                                           บุญส่ง เวศยาสิรินทร์
                                                                                                 28 ก.พ.2554




วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คิดวางแผนอย่างไร?จึงเป็นเชิงยุทธศาสตร์(บุญส่ง เวศยาสิรินทร์)

คิดวางแผนอย่างไรจึงเป็นเชิงยุทธศาสตร์: ตัวอย่างเล็กๆ สำหรับพัฒนาชุมชน
              การคิดหรือวางแผนที่เรียกว่า การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Planning) นั้น มิใช่เป็นเพียงวาทะกรรมการพัฒนาของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่ เป็นเรื่องของความพยายามของคนทุกคนที่จะทำให้คนทุกคนในองค์กร หันมาสนใจสถานการณ์ ปรากฏการณ์ ข้อเท็จจริงขององค์กรอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์หรือมองทะลุถึงเหตุและผลของปัญหาความต้องการ และขับเคลื่อนองค์กรให้ไปถึงเป้าหมายสุดท้าย ในห้วงเวลาหนึ่งที่คนในองค์กรต้องการ หรือวาดฝันไว้

             สิ่งที่ต้องการ หรือความวาดฝันนั้น แม้จะไปถึงบ้างไม่ถึงบ้าง ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงให้ทุกคนได้มีพันธะสัญญา (Commitment) ร่วมกัน ได้มีการติดตามประเมินผลการกระทำ เพื่อให้ทราบสภาพอุปสรรคปัญหานั้นไว้เพื่อแก้ไขต่อไป สิ่งสำคัญขอให้กระบวนการของการร่วมแรงร่วมใจของคนในองค์กรเช่นนี้สามารถดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง เช่น หกเดือน หนึ่งปี สองปี ก็มีการทบทวนการทำงานร่วมกัน

               การคิดและทำงานเชิงยุทธศาสตร์ หรือเป็นเชิงรุก จึงมิใช่แค่การทำงานแบบรูทีน ที่อาศัยคำสั่งการ หรือชี้นำ หรืออาศัยพิมพ์เขียวจากหน่วยเหนือแต่ประการเดียว แต่ยังเป็นการคิดวางแผน ที่เน้นการพัฒนาที่มองเห็นองค์กรมีชีวิต เพราะประกอบด้วยผู้คนซึ่งมีชีวิตจิตใจ และมีความสามารถที่หลากหลาย และพร้อมที่จะถูกดึงมาใช้ประโยชน์ เพื่อองค์กรมากกว่า

                กระบวนการของการคิดและทำงานเชิงยุทธศาสตร์ที่กล่าวนี้ จึงมิใช่การทำงานเป็นแท่งๆหรือแท่งใครแท่งมัน โดยยึดติดกับโครงสร้าง เงื่อนไข ที่แข็ง ปราศจากความยืดหยุ่น ขาดการทำงานอย่างบูรณาการกัน

                 กรอบความคิดต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนได้พยายาม ทดลองแสดงให้เห็นว่า หากเราต้องการ ที่เดินทางให้ไปถึงเป้าหมายสูงสุดอย่างน้อยในระดับหนึ่ง และระยะเวลาหนึ่ง เราจะต้องคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้างจากกรณีการวางแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนของจังหวัดเชียงราย ซึ่งขออนุญาตนำมาเป็นตัวอย่าง ณ ที่นี้ สิ่งที่นำเสนอ คงพอเป็นตัวอย่างเล็กๆ สำหรับผู้คนที่สนใจได้บ้างไม่มากก็น้อย ในอันที่จะแหวกออกจากวังวนของงานรูทีน หรือการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อให้กลายเป็นกระบวนงานที่มีความหมาย สนุกและการเรียนรู้ร่วมกัน...........

วิเคราะห์แนวทางการขับเคลื่อนโครงการสู่ “ เศรษฐกิจสร้างสรรค์

สวรรค์เมืองเชียงราย” เพื่อเตรียมเฉลิมฉลอง750 ปี เมืองเชียงราย สำหรับปีงบฯ ๒๕๕๔



บุญส่ง เวศยาสิรินทร์ : เขียน/วิเคราะห์
นงลักษณ์ หล้าคำแก้ว (นศ.ฝึกงานฯ) : จัดทำรูปแบบนำเสนอ
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 กลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย