วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปิรามิดแห่งความรู้..กับเรื่องเล่าของผู้นำ..










1.ข้อมูล..เรื่องเล่าประสบการณ์ความสำเร็จของแต่ละคนเปรียบได้กับข้อมูลดิบ(data)   ซึ่งเป็นเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่แต่ละคนได้ถ่ายทอดออกมา

2.สารสนเทศ..เมื่อเราฟังเรื่องเล่าแล้ว ควรมีการจัดการความรู้เพื่อยกระดับdata ให้เป็น information..โดยนำมา in form ใน 4 ประเด็นหลัก คือ
                1.ปัญหาคืออะไร
                2.ใช้วิธีใด แก้ปัญหา
                3.ผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร
               4.ความรู้สึก สิ่งที่ได้เรียนรู้ คืออะไร

3.เมื่อเราจับประเด็นสำคัญของเรื่องเล่าได้แล้ว..จะทำให้เรามีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เรียกว่า“ขุมความรู้”คือ วิธีการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน ได้แก่ ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่แสดงออก...

4.ภูมิปัญญา..อาจมีขุมความรู้มากมายหลายข้อ จำเป็นต้องสรุปขุมความรู้ที่ได้ให้เป็นแก่นความรู้ ซึ่งเป็นสมรรถนะหลักหรือปัจจัยสำคัญในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ..เพื่อนำไปใช้เป็นหลักปฏิบัติในการทำงาน..ซึ่งเป็นการตกผลึกของความรู้หรือผลผลิตของการจัดการความรู้..

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มองย้อนหลังปี 2553..ดูก้าวย่างของทีมkmศูนย์ฯลำปาง



เริ่มจากการ...พูดคุยกันว่าเขต5 ของเรามีเรื่องราวเล่าขานจากคนเก่าคนแก่..คนจะเกษียณอายุ..คนที่เคยอยู่เคยใช้ชีวิตที่นี่...ล้วนแต่เรื่องน่าสนใจ..น่าประทับใจ..แต่ก็เป็นแค่การเล่าขาน..พูดคุยในวง..เล็กๆ..พวกเราได้แต่ฟัง..คิด..วาดภาพตาม..แล้วก็ลืมเลือนไป..

               ปลายปี พ.ศ.2548  กลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล ศพช.เขต 5..(หัวหน้าปัญญา เจนสาริกา/คุณกิจวัฒน์ ผุสดี...)เสนอแผนงานพัฒนาการจัดการความรู้ของบุคลากร ศพช.เขต 5 ลำปางขึ้น..ด้วยแนวคิดที่มาจากการมองเห็นบุคลากรคนสำคัญๆ เช่น พี่นพพร นิลณรงค์ ลาออกจากราชการไป...พร้อมกับความรู้ประสบการณ์มากมายในตัวพี่นพพรก็ติดตามตัวไปด้วย..ไม่ได้มีการบันทึกจัดเก็บไว้ นอกเหนือจากการผ่องถ่าย..ซึมซับ..ผ่านการทำงานร่วมกันฉันท์พี่น้อง..และมันเป็นการถ่ายทอดความรู้/ประสบการณ์จากคนต่อคนที่ใกล้ชิด..ไม่กี่คน...
               พากันไปศึกษาดูงานการจัดการความรู้ที่ โรงพยาบาลบ้านตาก ( 18 มกราคม 2549 )..ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่/คุณหมอ พยาบาลฯลฯ..ทำให้เข้าใจKM มากขึ้น ว่าเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติงานทุกคน...และเป็นเรื่องการทำงาน..การพัฒนางาน...แล้วเอามาแชร์มาแลกเปลี่ยนกัน..แก้ไขปัญหาและพัฒนางานด้วยกันของทีมงาน...ทั้งทีมงานเล็กๆ แล้วรวมเป็นทีมงานใหญ่..จนเป็นKMกันทั่วทั้งองค์กร..
               ประสานสถาบันส่งเสริมความรู้สู่ชุมชน(สคส.) โหนดตั้งที่ ม.นเรศวร พิษณุโลก..มาเป็นวิทยากรให้..ในโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดการความรู้ของบุคลากร ศพช.เขต 5...วันที่ 16 - 17 มีนาคม 2549 
               จัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ...ที่บ้านต้นไม้..ไร่สะท้านไตรภพ อ.เกาะคา จ.ลำปาง ระหว่างวันที่ 30 - 31 พฤษภาคม 2549



               ....................................
                ปี 2550..การจัดการความรู้ภายในเขต 5 ยังคงมีทีมงานวิชาการของกลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นหลัก..กระบวนงานจะเป็นการวางระบบการจัดการความรู้ของ ศพช.เขต 5 
            *1.การวางระบบการจัดการความรู้ ศพช.เขต 5
            *2.การรวบรวมชุดความรู้
            *3.การเพิ่มศักยภาพการเป็นผู้เอื้ออำนวยกระบวนการกลุ่ม(facilitator)
            *4.สรุปบทเรียนการทำงานผ่านเวทีแลกเปลี่ยน(เวทีวันพุธ)
            *5.สนับสนุนการจัดทำ Best Practice หมู่บ้านอยู่เย็นเป็นสุข
              .......................................
              ปี พ.ศ.2551..มีการสรุปบทเรียน..และวางแผนเคลื่อนงานกันต่อไป..ที่อุทยานแห่งชาติขุนตาน..
และเริ่มขยายผล..สนับสนุนทำความเข้าใจเรื่องการจัดการความรู้ให้เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน 6 จังหวัด ผ่านการฝึกอบรมเรื่องการจัดการความรู้...ผ่านการสรุปบทเรียน/การถอดบทเรียน..และการจัดเก็บชุดความรู้ การจัดทำ Best Practice รวมทั้งงานวิจัยในพื้นที่..


              ปรับโครงสร้าง..เป็นศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง...(พ.ศ.2552)..มีงานสนับสนุนการจัดการความรู้ขึ้น..และเราเริ่มตั้งต้นKMศูนย์ฯลำปางขึ้น..
ก้าวที่1.. 22 ตุลาคม 2552...ประชุม..ทบทวน..ทำความเข้าใจ..KM
                            * กร ะบวนการ KM
                            ** แผนปฏิบัติการ KM-53
ก้าวที่ 2...เวที KM-1 ( 25 ธ.ค.52 )

              *กำหนดเป้าหมาย+กระบวนงานรายบุคคล/ ของงาน + ฝ่าย ปี 2553


 ก้าวที่ 3 เวที KM -2 ( 27 ม.ค.53 )

         *จัดตั้งคณะทำงาน KM ของศูนย์ฯลำปาง
         **การบันทึกบทเรียน(ความรู้)จากการทำงาน

ก้าวที่ 4..เวที KM-3 ( 25 มี.ค.53 )
แนะนำเทคนิค...การดึงความรู้ในตัวคนด้วยการเล่าเรื่อง( Storytelling )


ก้าวที่ 5 ..เวที KM-4 ( 18 พ.ค.53 )
*( ฝึกปฏิบัติ...จับคู่เล่าเรื่อง /
**สร้างทีมงาน KMศูนย์ฯลำปาง..ด้วยเครื่องมือStorytelling
*ประยุกต์ใช้...โดยทีมงานศูนย์ฯได้ทดลองจับคู่..สลับกันเล่าเรื่องประสบการณ์ในการทำงานที่ประสบความสำเร็จให้เพื่อนฟัง...แล้วให้ลองบันทึก/เขียน...
**จัดทีมงานฯ 8 จังหวัด/ ประสานบุคคลเป้าหมาย(ผู้รู้/ผู้มีประสบการณ์)...ตัวแทนนักพัฒนา
..เดินทางไปจัดเก็บความรู้กัน..ลำปาง..ลำพูน..เชียงใหม่..เชียงราย..แม่ฮ่องสอน..แพร่..น่าน


ก้าวที่ 6 เวที KM-5 ( 30 มิ.ย.53 )

       *สรุปบทเรียนการจัดเก็บความรู้จากผู้มีประสบการณ์ 8 จังหวัด




 

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สื่อสารด้วยภาพ..จากเวทีพบปะเรียนรู้ร่วมกัน...

     เครือปูนซีเมนต์ไทย(SCG) ..เครือข่ายลุ่มน้ำจาง..สกว.แสนผะญ๋า..มาจัดเวทีพบปะเรียนรู้ร่วมกันระหว่างบ้านดอนไฟ....บ้านผาแมว และบ้านแป้น......ที่ศูนย์ฯลำปาง..ทั้งสามหมู่บ้าน....เป็นชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสร้างฝายชะลอน้ำถวายในหลวง...แต่ละหมู่บ้านผ่านขั้นตอนต่างๆมาแล้ว..13 ขั้นตอน เวทีวันนี้จึงเป็นขั้นตอนที่ 14 ( เท่าที่จับความได้มี 15 ขั้นตอน...เริ่มตั้งแต่แกนนำหมู่บ้านละ 15 คนไปอบรมรับความรู้ความเข้าใจจากเครือซีเมนต์ไทย แล้วกลับมาขยายผลต่อในหมู่บ้าน สำรวจพื้นที่..ลำห้วย..ที่จะเข้าโครงการสองหมื่นฝายถวายในหลวง..ลงมือทำฝายครั้งที่หนึ่ง  แล้วสรุปผลการเรียนรู้ร่วมกัน  ทำฝายครั้งที่สอง ....กลับมาสรุปบทเรียนการทำงานร่วมกันเพื่อ...ทำฝายครั้งที่ 3 ได้ฝายชะลอน้ำที่ทำอย่างเป็นระบบครบตามเป้าหมายของแต่ละชุมชน ขั้นตอนที่สิบสามเป็นเวทีสรุปบทเรียนในชุมชนนั้นๆ ขั้นตอนที่ 14 เป็นเวทีเรียนรู้ร่วมกันกับหมู่บ้านชุมชนอื่นๆที่เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนขั้นตอนสุดท้ายเป็นเวทีในชุมชนที่จะร่วมกันกำหนดสิ่งที่แต่ละหมู่บ้านจะร่วมกันทำต่อไป...) ที่แกนนำหรือตัวแทนแต่ละชุมชนมีโอกาสได้มาแลกเปลี่ยนกัน..เราได้ขอเข้าไปเรียนรู้กระบวนการในการจัดเวทีครั้งนี้ด้วย ได้ข้อคิด เทคนิค วิธีการ..และความรู้มากมายในวันนี้..ที่น่าทึ่งน่าประทับใจมากๆ เป็นวิธีการสรุปแต่ละกระบวนการด้วยการเขียนภาพ...เป็นการเขียนภาพเพื่อการสื่อสารที่...ต้องเผยแพร่แบ่งปันกันแล้ว...

1.มองข้างหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า..ทีมงานฯทบทวนวัตถุประสงค์       โครงการฯ..ฝายที่ได้เป็นปลายเหตุ..ใช้ 15 ขั้นตอนเป็นกระบวนการเรียนรู้..เป็นเงื่อนไขให้พวกเราได้วิเคราะห์..ประเมินตัวเอง...และเกาะเกี่ยวกันต่อไป................................


2.รู้จักฉันรู้จักเธอ..จับคู่หาเพื่อนใหม่ต่างบ้าน..ถามไถ่ *ชื่อ-นามสกุล **มาจากไหน?***ความภาคภูมิใจที่สุดที่ผ่านมาคืออะไร?(ที่ได้ร่วมกิจกรรมทำฝายถวายในหลวง)****มีความคาดหวังที่อยากจะให้เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตคืออะไร?*****จากที่ได้พูดคุยสัมภาษณ์เพื่อนใหม่..ประทับใจเรื่องอะไรของเพื่อนใหม่?

3. สัตว์สี่ทิศ...กับชีวิตที่แตกต่าง...พากันไปเที่ยวป่า...เจอเหยี่ยว..กระทิง..หมี...หนู..ถามว่าชอบสัตว์ประเภทไหน?  ****ติดภาพสัตว์ 4 ประเภท 4 มุมห้อง ให้แต่ละคนเลือกไปอยู่มุมที่ตัวเองชอบ...เมื่อรวมกลุ่มคนที่ชอบแบบเดียวกันได้แล้ว วิทยากรตั้งคำถามทำไมถึงชอบสัตว์ประเภทนั้น?...ให้แต่ละคน(ทุกคน) ได้พูด..ทีมงานจับประเด็นลงฟลิปชาร์ท..วาดรูป..สัตว์ 4 ทิศ กับชีวิตที่แตกต่าง...แล้วเริ่มชวนคุย...ขยายความเพิ่มเติมบุคลิกของแต่ละทิศ..ลักษณะ..ข้อดี...ข้อเสีย..และข้อแนะนำ..แล้วให้ทุกคนทุกกลุ่มได้ทบทวนตัวเองว่าเรามีบุคลิกเป็นแบบใด...เปิดโอกาสให้ย้ายกลุ่มได้...เราเห็นอะไร...ธรรมชาติของมนุษย์...มีหลายหมู่หลายเหล่า...มีนิสัย ความชอบ ความคิดแตกต่างกัน...ความหลากหลายจึงเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลก..การทำงานจึงต้องเลือกคนให้เหมาะกับงาน...






4.เกมโซน...พลังของการสื่อสาร..
*แต่ละหมู่บ้านเข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง..กลับหลังหันทุกคน..
*ส่งตัวแทน 1 คน มารับข้อความจากทีมงาน
*ตัวแทนหมู่บ้านกลับมาแสดงท่าทางเพื่อสื่อสารตามข้อความนั้นๆ ให้คนหัวแถว (คนที่1) (ห้ามใช้เสียง...คนอื่นๆหันหลังกลับห้ามหันหลังมามอง)
*คนต่อมาแสดงท่าทางให้คนต่อไปดู..(คนที่1 + 2...คนที่2 + 3...คนที่3 +4.........จนถึงคนสุดท้าย
*ให้คนสุดท้ายออกมาแสดงท่าทางตามที่เห็นแล้วให้แปลความหมายว่า..สื่อสารว่าอะไร?..
**สุดท้ายคนแรกรับข้อความมาว่าอย่างไร?
( 1.ยิ้มก่อนอ่าน...ตาหวานก่อนเปิด 2.หมะตันนั่ง...จะไปฟั่งเหยียดแข้ง...3.ตกต่าเปิ้น เป๋นดีไข้หัว ตกต่าตั๋ว...เป๋นดีไข้ไห้..) ...การสื่อสารสำคัญเพราะ ถ้าความเข้าใจไม่ตรงกันแล้ว ก็เป็นปัญหาทุกข์ใจ..จะทำอย่างไรให้เข้าใจตรงกัน...การสื่อสารจะเป็น พลัง..ถ้าร่วมกันทำด้วยกันแล้ว..(การทำฝาย) ก็จะมีความสุข สร้างความรักความสามัคคีร่วมกัน..

4.เปิดวีดีทัศน์ให้ดู....ย้อนบรรยากาศตั้งแต่เริ่มทำโครงการ..ทีละหมูบ้าน..พร้อมเพลงบรรเลงประกอบ  ....เมื่อยามที่ท้อแท้..........กำลังใจ...ฯลฯ..

5.เรามองเห็นความสำเร็จ..และสิ่งที่เกิดขึ้นคือความภาคภูมิใจร่วมกัน..แต่ละบ้านทบทวนในสองประเด็น 1) สิ่งที่ได้..จากโครงการทำฝายฯ 15 ขั้นตอนมาตลอด 3 เดือนนี้...ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
               2) ทิศทาง...หรือสิ่งที่อยากทำต่อไปข้างหน้าของบ้านเรา?...ดิน...น้ำ...ป่า...ฯลฯ
...เลือกตัวแทนหมู่บ้านนำเสนอ..แล้วให้ตัวแทนหมู่บ้านละ 3 คนซักถามให้คำแนะนำเพิ่มเติม..ทีมงานแสนผะญ๋า..SCG..เติมเต็มสรุป...


...วันนี้เป็นวันสำคัญ..และทรงคุณค่า..ความสำเร็จเกิดจากการมีส่วนร่วม...ความสามัคคีของพี่น้องเรา..
มีการจัดการ..มีการใช้ความรู้ ทั้งภายในและภายนอกชุมชน..การทำงานต้องมีกระบวนการ..มี"เจิง"ในการทำงาน..ซึ่งติดตัวเราและที่เราจะได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานเรา..นี่คือความจริงใจจากเรา...(คุณบวรSCG+ทีมงานทุกคน..)

                                                                                                      

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดจากหนานชาญ..แกนนำจากสามขา...


  น้ำน้อยร้อยสาย..กลายเป็นมหาสมุทร    
ความคิดเล็กๆของมนุษย์...อาจยิ่งใหญ่
เป็นคัมภีร์ส่องนำทาง..ที่กว้างไกล    
หากความคิดนั้นรับใช้...มวลประชา
จงร่วมกันแสวง..สร้างทางออก
เป็นผู้บอกสัจธรรม...อันล้ำค่า
ให้หลุดจากยากไร้...ใช้ปัญญา
ด้วยศรัทธาหลักซึ่ง...พึ่งตนเอง..
        พี่ชาญ อุทธิยะ แกนนำชุมชนคนหนึ่งจากบ้านสามขา ให้ความสำคัญกับการพึ่งตนเอง..และการเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อนเสมอ ..(ยังมีต่อ...)
          

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

..บทเรียนจากการเรียนยุทธศาสตร์ ที่บางละมุง(ตอนที่ 1)

             สวัสดีครับ.....ตั้งใจมาหลายครั้งว่า ไปอบรมที่ไหนมา จะนำความรู้ตามความเข้าใจที่เก็บเกี่ยวได้มาแบ่งปันกับทุกท่าน แต่ยังไม่ได้ทำตามความตั้งใจสักที ด้วยเหตุผลต่างๆนา ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ คงไม่ดี เพราะจะผลัดวันไปเรื่อยๆ  คราวนี้ ได้ไปเรียนรู้เรื่องการวางแผนกลยุทธ์หรือการจัดทำยุทธศาสตร์ กับ นพส.รุ่น 30  ที่วิทยาลัยการพัฒนาชุมชน ที่บางละมุง มา 4 วัน (25 – 28 กันยายน 2553) และได้นำเสนอร่างยุทธศาสตร์ “ล้านนาวิชชาลัย” จึงขอนำบรรยากาศ พร้อมกับความรู้ที่พอหยิบฉวยได้
มาแบ่งปันกัน..
             วิชาการวางแผนกลยุทธ์ หรือการจัดทำยุทธศาสตร์ สถาบันฯได้เชิญ ดร.รัฐ ธนาดิเรก
ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชิคาโก มาเป็นผู้ถ่ายทอดกระบวนยุทธ์ ให้พวกเราฟัง ในด้านตัว
อาจารย์นั้น เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการจัดทำยุทธศาสตร์ และมีกระบวนการถ่ายทอดทีเข้าใจง่าย
เป็นขั้น เป็นตอน ผมนั่งเรียนแล้วมีความรู้สึกว่า เพิ่งเรียนการจัดทำยุทธศาสตร์ที่เพลินไปกับ
เนื้อหาวิชา อาจารย์ไม่ใช้ ppt แต่ใช้การเขียนแบบใช้กระดานดำ แต่ไปใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์แทน ภาษาทางคอมฯผมไม่แน่ใจนัก อาจเป็น e-blackboard ก็ได้
             รู้จักที่มาที่ไปของอาจารย์ พอนำเข้าเรื่องวิชาการได้ จึงขอเริ่มวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาและสิ่งที่จะนำมาเผยแพร่บอกกล่าวในครั้งนี้ ขอเรียนย้ำว่า เป็นความเข้าใจส่วนตัว ที่พยายามตั้งใจฟังและตามเนื้อหาของอาจารย์ ในแต่ละช่วง แน่นอนครับ บางครั้งอาจจะหลุดไปบ้าง แต่คิดว่าทุกท่านมีพื้นฐานเรื่องนี้กันอยู่พอสมควร คงจะต่อติดได้ไม่ยากนัก...

 
              การจัดทำยุทธศาสตร์ที่ได้เรียนในครั้งนี้ เป็นการเรียนรู้ในหลักการ แนวคิด มากกว่าจะ
เจาะลึกไปถึงการจัดทำยุทธศาสตร์ในเชิงปฏิบัติ ส่วนดี คือ เราได้ทบทวน ทำความเข้าใจในหลักของการทำยุทธศาสตร์ใหม่ และมีบางมุมมองที่เราอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไป ได้เติมเต็มในส่วนที่ขาด เกริ่นมานาน ยังไม่เข้าเรื่องสักที ขอเริ่มเลยดีกว่าครับ
กรอบการบรรยายของอาจารย์
                ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา อาจารย์ ได้สร้างข้อตกลง ทำความเข้าใจ ในเนื้อหาที่จะถ่ายทอดให้พวกเราฟัง ออกเป็นส่วนเนื้อหา ตามลำดับดังนี้ครับ
1.กลไกของการคิดเชิงกลยุทธ์
2.หลักการคิดวิเคราะห์
3.ค่านิยมของคนต่างยุคสมัย
4.สังคมไทยในอนาคต
5.การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นกลไกของแผนยุทธศาสตร์
                แต่ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาวิชาเรียน อาจารย์บอกว่า ผู้ที่จะจัดทำยุทธศาสตร์หรือวางแผนเชิงกลยุทธ์ ควรดึงตัวเองออกมาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และมองย้อนกลับไป โดยใช้หลักวิชาการครับ

กลไกของการคิดเชิงกลยุทธ์
                ความคิดเชิงกลยุทธ์ คือ ความคิดที่ได้กำหนดแนวทางสู่เป้าหมาย โดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด เวลาสั้นที่สุด   การคิดเชิงยุทธศาสตร์ ควรเริ่มจาก “เป้าหมาย” ว่าเราได้ตัดสินใจเลือกทำกิจกรรมใด
จากนั้น...ค่อยมาคิดวิเคราะห์ ให้มีความรู้ ความเข้าใจในสถานการณ์ เพื่อที่จะได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ และเดินตามแผนที่เราวางไว้ ฟังดูแล้วง่ายได้ครับ แต่ผมไม่เชื่อ ว่ามันจะง่ายหรอกนะครับ
                อาจารย์ เน้นว่า การคิดวิเคราะห์นั้น ต้องใช้หลักวิชาการเยอะแยะมากมาย มาผสมผสานกัน เพื่อให้การวิเคราะห์เป็นไปอย่างแม่นยำ ซึ่งเรียกว่า การใช้ “ศาสตร์” และที่ต้องใช้ควบคู่ไปกับความรู้ทางหลักวิชาการแล้ว ต้องมี “ศิลป์” ในการนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ การใช้ศิลปะ จึงไม่มีรูปแบบ เป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลไป อาจารย์บอกคำคมไว้ว่า
“ศิลป์ทำให้ศาสตร์มีความโดดเด่น” ถ้าเรามีศาสตร์ที่มั่นคง มีศิลป์ที่โดดเด่น การขับเคลื่อน
ยุทธศาสตร์ของเรา ก็จะเดินไปข้างหน้าด้วยความราบรื่นครับ อาจพูดได้ว่า การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ คือ การใช้ยุทธศิลป์อย่างเต็มที่ เต็มกำลังครับ

หลักการคิดวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์
               อาจารย์ ได้ให้หลักการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ แบบเข้าใจง่ายๆ ส่วนตัวผมแล้วชอบครับ เพราะต้นทุนทางวิชาการดูจะน้อยอยู่ครับ ก่อนที่จะเริ่มวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ อาจารย์ให้เราเริ่มจากมุมมองแบบ  Outside in คือ มุมมองจากภายนอกเข้ามาในองค์กรเรา ดูที่ลูกค้าและคนนอกองค์กร
เป็นหลัก ว่า เขาคิดอย่างไรกับเรา มองงานของเราอย่างไร มองความโดดเด่นของเราอย่างไรในเรื่องความโดดเด่นที่ข้างนอกเขายอมรับเรา เรียกว่าเป็น “Market Positioning” หรือตำแหน่งทางการตลาด ที่สังคม หรือลูกค้า มองเราหรือรู้จักเราครับ
             จากนั้น ก็เป็น Inside out เป็นอัตลักษณ์ของเรา หรือ “Brand Positioning” อันนี้เรามองตัวของเราเองว่า เราเป็นอย่างไร เด่น ด้อย ทางไหน เราคิดว่า เราเก่งเรื่องใด  มีปัจจัยอะไรที่เกื้อหนุนให้เราเด่น หรือปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้างทำให้เราน่าจะมีปัญหาในเรื่องต่างๆในองค์กรของเรา  ถ้าทั้ง Market positioning และ Brand Positioning ลงตัวกัน ก็จะสมบูรณ์แบบ  คือ ทั้งหน้าให้(คนนอกมองเรา) ใจก็รัก(เราภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น) ถ้าหน้าไม้ให้ใจรัก ก็พอตกแต่งได้ แต่หน้าก็ไม่ให้ ใจก็ไม่รัก อันนี้คงจะยุ่งอยู่ครับ
นี่คือการวิเคราะห์สองส่วนแรกที่ใช้ในการคิดวิเคราะห์ ที่อาจารย์เน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ  มุมมอง “Outside in” ที่ต้องให้ความสำคัญต่อลูกค้าภายนอกองค์กรก่อน
              นอกจากนี้แล้วอาจารย์ ยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการใช้เทคนิค SWOT ในการวิเคราะห์องค์กร ซึ่งผมยังไม่เคลียร์เท่าไรนัก แต่ค่อนข้างจะคล้อยตามอาจารย์มากอยู่ จึงขอผ่านเรื่องนี้ไปก่อน

Style ของการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์
 การคิดวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลมาประกอบการคิด ตัดสินใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งแผนกลยุทธ์ ที่ดี อาจารย์แบ่งรูปแบบการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์เป็น 2 แบบ ดังนี้
                1.Evident Based เป็นข้อมูลที่เรามีอยู่ ที่เราเก็บได้ มีหลักมีฐานอ้างอิงชัดเจน ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
                2.Scenario Based เป็นการวิเคราะห์ภายใต้สภาวะไม่มีข้อมูล หรือมีข้อมูลอยู่ในมือแล้วข้อมูลใช้ไม่ได้ไม่มีประโยชน์ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย จึงต้องใช้การคาดการณ์เข้ามาช่วย โดยมักมีคำถามที่ตั้ง เพื่อหาคำตอบ ในลักษณะเช่นนี้..
                   -ถ้า.........เกิดขึ้น เรา จะทำอย่างไร
                  -และเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ เราจะทำอย่างไร
                  -ในอนาคตถ้าสังคมเปลี่ยนไปในลักษณะ...............
เราจะคิด จะทำอะไรต่อไปประมาณนี้แหละครับ..

การสนทนาแบบกลยุทธ์(Strategic Conversation)
            นั่งเรียนกับอาจารย์ พอเข้าใจว่า(ส่วนตัวนะครับ) อาจารย์ไม่นิยมใช้ SWOT ในการวิเคราะห์เพื่อจัดทำกลยุทธ์ เพราะมีข้อจำกัดและดูไม่เป็นธรรมชาติ มีกรอบทางความคิด  อาจารย์ได้แลกเปลี่ยนกับพวกเรา ถึงวิธีที่เรียกว่า “การสนทนาเชิงกลยุทธ์” เท่าที่ได้รับฟังอาจารย์ พูดถึงเรื่องนี้ สรุปง่ายๆ คือ การชวนผู้ที่จะเข้ามาทำยุทธศาสตร์กับเรา ไปเรื่อยๆครับ ถ้าในวงงาน พช. ผมก็คิดถึง การจัดกระบวนการให้ผู้คนมาพูดคุย แสดงความคิดเห็น โดยมีวิทยากรกระบวนการ เป็นคนเดินเรื่อง หรือ ผู้เอื้ออำนวย ครับ โดยไม่ต้องทำเป็นตาราง เป็นช่อง แบบ SWOT
             สรุปการสนทนาเชิงกลยุทธ์ (ตามความเข้าใจส่วนตัว) คือ การชวนพูด ชวนคุย เรื่องที่ว่า ถ้าเราจะกำหนดทิศทางเป้าหมายข้างหน้าในการพัฒนาองค์กรเรา ชุมชนเรา จังหวัดเรา ไปสู่วิสัยทัศน์ที่วางไว้ เราจะทำอย่างไร มีอะไรบ้างที่เรามีดี มีอะไรบ้างที่เรายังทำไม่ได้ดี มีเหตุการณ์ สถานการณ์ ปัจจัยอะไรที่เอื้อให้เราบรรลุวิสัยทัศน์ได้ และในทางตรงข้าม มีอะไรที่ขวางกั้น จำกัดเราให้มีความยากลำบากในการก้าวสู่วิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ พอพูดคุยเสร็จแล้ว ค่อยนำมาสรุปภาพให้ชัดเจน และเข้าใจร่วมกัน ให้มากขึ้น ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
.....ยังมีความรู้ดีๆจากอาจารย์ อยู่ครับ แต่คงต้องรอไว้ตอนหน้า พอถ้าเขียนแบบรวดเดียวจบ ท่านคงใช้เวลานานและจะเบื่อได้โดยง่าย เบื่อหรือไม่เบื่ออย่างไร ช่วยติดตามตอนหน้าด้วยนะครับ.....

                                                                                                                  พิเชฎฐ์ อาจสามารถ
                                                                                                    ..ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง...
                                                                                                                       1 ตุลาคม 2553