วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การวิจัย PARกับการทำงานพัฒนาชุมชน(ดร.ปาริชาต บุญญาวิวัฒน์)

ความรู้ในการปฏิบัติงานเรื่อง การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) กับการทำงานพัฒนาชุมชน
เจ้าขององค์ความรู้ ดร.ปาริชาติ บุญญาวิวัฒน์ พัฒนาการอำเภอวังชิ้น 
ตำแหน่ง/สังกัด พัฒนาการอำเภอวังชิ้น สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่
การติดต่อแลกเปลี่ยน โทร.081-6020178
เรื่องเล่า...
                   การทำงานพัฒนาชุมชนที่อำเภอวังชิ้น จะใช้หลักการของวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR - Participatory Action Research) ในการปฏิบัติงาน เพราะคิดว่าเป็นวิธีการทำงานที่มีชีวิตชีวาและเป็นกลไกการทำงานที่มีความสำคัญ ทำให้งานพัฒนาชุมชนประสบผลสำเร็จได้อย่างยั่งยืน... ในการทำงานจะเริ่มตั้งแต่การเข้าชุมชนของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน การศึกษาบริบทชุมชน การตั้งโจทย์วิจัยร่วมกันระหว่างนักพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกับประชาชนในพื้นที่ การกำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ และถือปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดขึ้น ซึ่งในช่วงของการถือปฏิบัตินี้ประชาชนที่ร่วมกันวิจัย จะได้เรียนรู้จากการทำงานไปด้วย มีการทดลองการทำงานตามแนวทางที่วางไว้ หากมีข้อบกพร่อง ต้องแก้ไขกระบวนการหรือขั้นตอนใด ก็จะมีการปรับรูปแบบการทำงาน ทดลองใช้ใหม่ และหากพบปัญหาอีก ก็แก้ไขกำหนดแนวทางการทำงานใหม่ เป็นวงจรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งงานสำเร็จและได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ประชาชนที่ร่วมใช้การวิจัยหรือทำงานตามแนวทาง PAR ก็จะเกิดความภูมิใจ ..หวงแหน...และหาทางทำนุบำรุงให้งานคงอยู่ มีการปรับปรุงและใช้งานอย่างต่อเนื่อง...                           การทำงานที่ประสบผลสำเร็จด้วยวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กรณีการทำแผนชุมชนตำบลนาตุ้ม เริ่มต้นจากการกระตุ้นให้ชุมชนใช้ข้อมูลที่เป็นชีวิตจริงของชุมชน มาเป็นข้อมูลการแก้ไขปัญหาของชุมชน ด้วยการจัดทำรายรับรายจ่ายในครัวเรือน ใช้วิธีการกระตุ้นโดยยกตัวอย่างตุ่มน้ำที่มีรอยรั่ว เมื่อนำน้ำใส่ตุ่ม น้ำก็จะไหลรั่วออกมาหมด เป็นการชี้แนะให้ชุมชนได้รู้จักการคิดวิเคราะห์รายรับรายจ่ายของครัวเรือน ทำครั้งแรกมีคำถามต่อมามากมาย เช่น ทำไมรายจ่ายถึงมากกว่ารายรับ... จึงได้กระตุ้นให้คิด..หาทางออก...ให้กำลังใจผ่านเวทีแลกเปลี่ยน... ตอบโจทย์ที่ว่าที่มีรายจ่ายมากนั้นมาจากเรื่องอะไรบ้าง ทำอย่างไรที่จะลดรายจ่ายได้ แล้วมาสรุปร่วมกันเป็นประจำทุกเดือน ตั้งตัวแทนของชุมชนในการจดบันทึกการแลกเปลี่ยนในชุมชน ก็จะรู้รายจ่าย รายรับของตนเอง นำไปสู่การกำหนดแผนชุมชนในการพัฒนาตนเองให้เป็นวิถีชีวิตของชุมชน ภายใต้หลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดกิจกรรมร่วมกันในการปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต การแยกขยะ และกิจกรรมเหล่านี้ ยังทำกันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน..
ขุมความรู้
1.ใช้กระบวนการวิจัยPARในการขับเคลื่อนการจัดทำแผนชุมชน (การศึกษาบริบทชุมชน การตั้งโจทย์วิจัยร่วมกันการกำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ ถือปฏิบัติตามแนวทาง.. เรียนรู้จากการปฏิบัติ มีการทดลองทำ มีการปรับรูปแบบการทำงาน ทดลองใช้ใหม่ และกำหนดแนวทางการทำงานใหม่จนกว่าจะได้คำตอบ) 
2.กระตุ้นให้ชุมชนมองเห็นปัญหา ตั้งโจทย์ ตั้งคำถาม อยากหาคำตอบ..ผ่านการพูดคุย/เวทีแลกเปลี่ยน.. 
3.ใช้ข้อมูลที่เป็นวิถีชีวิตในชุมชนมาเรียนรู้ร่วมกัน ด้วยการทำบัญชีรายรับรายจ่ายของครัวเรือน 
4.การคิด วิเคราะห์ รายรับรายจ่ายของรายครัวเรือน และสรุปผล/สรุปบทเรียนร่วมกันเป็นประจำทุกเดือน 
5.แต่งตั้งตัวแทนชุมชนในการจดบันทึกการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทุกครั้ง 
6.กำหนดแผนพัฒนาตนเองให้เป็นวิถีชีวิตของชุมชน โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 7.ดำเนินกิจกรรมร่วมกันตามแผนพัฒนาตนเอง/แผนชุมชน 
8.คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง 

แก่นความรู้ 
1.ชุมชนมองเห็นปัญหา(โจทย์วิจัย) ค้นหาคำตอบ(แนวทาง/วิธีปฏิบัติ/ทางออก) ด้วยการคิด วิเคราะห์จากข้อมูลการจัดทำบัญชีรับจ่ายของครัวเรือน 
2.การกำหนดเป็นแผนงานและกิจกรรมร่วมกันของชุมชน 
3.การสรุปผล/สรุปบทเรียน หลังจากทดลองทำกิจกรรมตามแผนฯ เพื่อปรับปรุงแก้ไขและทำให้ดียิ่งขึ้น 

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
-การใช้แนวทางการวิจัย PAR ในการทำงานกับชุมชน จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง คิดเป็น แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง จึงควรสนับสนุนและปรับใช้แนวทาง PAR กับการทำงานทุกเรื่องและผลักดันให้เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนมีความคุ้นเคยกับ PAR และนำไปใช้ในการทำงานด้วยเช่นกัน -การนำ PAR ไปใช้ในการทำงานพัฒนาชุมชน..ต้องเกิดจากการมีจิตศรัทธา เชื่อมั่นในแนวทาง PARก่อน นั่นคือ ต้องระเบิดจากในใจเราก่อน แล้วเริ่มทำงานในส่วนเล็กๆ ก่อน..จะก่อให้เกิดทักษะ ความชำนาญ และเกิดความรู้จากกระบวนการทำงานดังกล่าวในที่สุด
  - สำหรับปัญหาหรืออุปสรรค ในการใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ในการทำงานพัฒนาชุมชน จะประกอบด้วยปัจจัยสองส่วน คือ1. การมุ่งทำงานให้สำเร็จภายใต้คำรับรองปฏิบัติราชการ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องให้ความสำคัญกับผลสำเร็จในเชิงปริมาณ ที่ต้องวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด ในขณะที่ PAR มีผลสำเร็จที่ความตระหนัก หรือการมีจิตสำนึกในการทำงาน เพื่อพัฒนาตนเองด้วยตนเอง ไม่พึ่งพาผู้อื่น ซึ่งเป็นผลงานเชิงคุณภาพ ยากแก่การตรวจสอบชี้วัด จึงไม่ตอบสนองแนวทางการทำงานภายใต้คำรับรอง ปฏิบัติราชการที่ กพร. กำหนดให้ทุกส่วนราชการใช้อยู่ในปัจจุบัน 2. ทัศนคติของประชาชน ที่คุ้นเคยกับการเป็นผู้รับจากรัฐมาตลอด การพัฒนาหมู่บ้านจึงเป็นการ " รอ " รัฐมาหยิบยื่นหรือทำให้โดยไม่คิดพึ่งตนเอง รวมทั้งมองไม่เห็นประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง เห็นว่า " ทำแล้วไม่ได้อะไร" สิ่งเหล่านี้ถือเป็นทัศนคติและค่านิยมที่สวนทางกับแนวทางการพัฒนา ด้วยวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก
 ผู้บันทึกความรู้ ทีมสนับสนุนจังหวัดแพร่ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นอนหลับฝันถึง...ศูนย์ศิลปาชีพแม่สะเรียง(นายเดือน เมืองมูล)

ชื่อเรื่อง นอนหลับฝันถึง....ศูนย์ศิลปาชีพแม่สะเรียง
เจ้าของความรู้ นายเดือน เมืองมูลตำแหน่ง
ตำแหน่ง/สังกัด นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน
การติดต่อแลกเปลี่ยน โทร.087-8136737
เรื่องเล่า...
จากการที่จังหวัดแม่อ่องสอนได้รับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และได้รับสนองพระราชเสาวนีย์ของพระองค์ในการจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพทุกอำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยอำเภอแม่สะเรียงได้ดำเนินการสร้างอาคารแฝดจากงบประมาณโครงการพัฒนาตำบล(คพต.)ในปี พ.ศ.2541 โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นแหล่งรวบรวมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ราษฎรในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียงผลิตได้เอง ในห้วงระหว่างปี พ.ศ. 2541-2549 การดำเนินงานของศูนย์มีแต่ทรุดลงไปเรื่อย เนื่องจากมีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่รับผิดชอบศูนย์ฯหลายครั้ง คนขายก็ทำงานไปวันๆ ไม่มีจิตบริการ ไม่คิดที่จะพัฒนา จึงเกิดปัญหาหนี้สินเพราะสินค้าหายทำให้ไม่สามารถคืนเงินให้ผู้ที่นำสินค้ามาฝากขายได้ เป็นเงินประมาณ 30,000 บาท ในปี พ.ศ.2549 ผู้เล่าเรื่องได้กลับมาประจำสำนักงานพัฒนาชุมชนอีกครั้ง จากแรงบันดาลใจในครั้งแรกที่จะหาตลาดจำหน่ายสินค้าแก่ราษฎรในพื้นที่ให้สำเร็จ จึงได้เข้ามารับผิดชอบดูแลศูนย์ฯอีกครั้ง และครั้งนี้ได้ขอให้ป้าแอ๊ว ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่ได้ลาออกแล้ว แต่ยังมีใจ มีไฟของนักพัฒนาเต็มตัวมาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของศูนย์ฯในช่วงแรกได้ปรับปรุงการบริหารศูนย์โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงผู้ขายสินค้าให้มีคุณลักษณะที่เหมาะสมที่จะขายของในศูนย์ฯ คือมีจิตบริการ ยิ้มแย้ม ซื่อสัตย์ เสียสละ ตรงต่อเวลา และต้องมีความรู้สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการซื้อ ขายสินค้าในศูนย์ การรับสินค้ามาจำหน่ายในศูนย์มีสองวิธีคือ ฝากขายโดยผู้ฝากตั้งราคาขายส่งให้ศูนย์และผู้ฝากมาเช็คสินค้าที่ขายได้กับผู้จัดการ เดือนละครั้ง การรับเงินก็มีใบสั่งให้ไปรับเงินกับกรรมการศูนย์ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแม่สะเรียง ซื้อขาด ศูนย์จะซื้อขาดในสินค้าที่ผู้จัดการได้พิจารณาแล้วว่าขายได้แน่นอน สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด และจะซื้อขาดกับกรณีที่สินค้านั้นฝากขายมานานแต่ขายไม่ได้ ศูนย์ฯก็จะรับซื้อไว้เช่นผ้าทอ ก็จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เช่น กระเป๋า เมื่อการดำเนินงานเริ่มดีขึ้นเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่รับผิดชอบก็ได้นำผลการดำเนินงานของศูนย์มาประชาสัมพันธ์ในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ประชาสัมพันธ์ทางสื่อวิทยุ และร่วมงานแสดงสินค้าในระดับอำเภอ จังหวัดในนามของศูนย์ฯ จึงทำให้เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่และอำเภอข้างเคียงอีกสองอำเภอเริ่มมาใช้บริการ ปี พ.ศ.2550 ได้รับงบประมาณจาก อบจ.แม่ฮ่องสอน สร้างอาคารจำหน่ายสินค้าอีกหลัง จึงได้ย้ายร้านแสดงและจำหน่ายสินค้ามาอยู่อาคารหลังใหม่และนำกิจกรรมเครือข่ายใหม่คือกิจกรรมนวดแผนโบราณเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันมีคนนวด 11 คน มีรายได้ขั้นต่ำวันละ 200 บาทต่อคน กิจกรรมแกะสลักไม้ ปี พ.ศ.2551 ได้รับงบอยู่ดีมีสุขปรับปรุงภายในอาคารศูนย์จำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์จึงได้จัดทำเป็นห้องประชุมขนาดเล็กและห้องจัดแสดงนิทรรศการวิถีชีวิตชนเผ่าในอำเภอแม่สะเรียงเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจได้มาศึกษาเรียนรู้ ปี พ.ศ.2552 ท่านนายอำเภอแม่สะเรียงได้จัดสรรงบประมาณมาสร้างซุ้มกาแฟสด ห้องน้ำ ร้านขายอาหารและปรับปรุงภูมิทัศน์ด้านหน้าของศูนย์ให้สวยงามนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาสามารถเข้ามารับบริการแบบครบวงจร สิ่งจะดำเนินการต่อไปเพื่อให้ศูนย์ฯของอำเภอแม่สะเรียงมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นคือ ทำเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน สามารถเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตสินค้าเพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูภูมิปัญญาในการผลิตสินค้านั้นในแหล่งผลิตได้จริง และการเชื่อมโยงเครือข่ายกับศูนย์ศิลปาชีพทั้งภายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดข้างเคียงเพื่อจะได้มีการแลก เปลี่ยนสินค้าทำให้มีสินค้ามาแสดง จำหน่ายในศูนย์ฯมากขึ้น ความสำเร็จความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นมาจากการ ..ทำอย่างต่อเนื่อง..คิดปรับปรุง..พัฒนาศูนย์ฯตลอดเวลา..จนถึงระดับที่ “ นอนหลับฝันถึง ”
ขุมความรู้
1.ปรับปรุงการบริหารงานศูนย์ศิลปาชีพแม่สะเรียง
2.คัดเลือกผู้จัดการศูนย์ฯ..ต้องมีประสบการณ์ เสียสละ ซื่อสัตย์ และรับผิดชอบ 3.เลือกคนขายสินค้าที่มีคุณลักษณะที่มีจิตบริการยิ้มแย้ม มีความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์ ซื่อสัตย์ เสียสละ และตรงต่อเวลา
4. ประชาสัมพันธ์งานของศูนย์ในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการในระดับอำเภอ จังหวัด และร่วมงานแสดงสินค้า 5. ขยายกิจกรรมเครือข่ายที่จะทำให้ศูนย์น่าแวะเข้าชมและใช้บริการ เช่น ร้านกาแฟ นวดแผนโบราณ ร้านอาหาร ฯลฯ และเครือข่ายร้านค้าชุมชนในอำเภอและต่างอำเภอ 6. ปรับปรุง พัฒนาศูนย์ฯ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชนเผ่าในอำเภอแม่สะเรียง 7. ทำความเข้าใจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่รับผิดชอบกับผู้จัดการศูนย์ฯ
แก่นความรู้
..ทำอย่างต่อเนื่อง...คิดปรับปรุง...พัฒนาศูนย์ฯ ตลอดเวลา..จนถึงระดับที่...นอนหลับฝันถึง...
ข้อเสนอแนะ
เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ทั้งพัฒนาการอำเภอ พัฒนากรผู้รับผิดชอบ..ต้องให้ความสนใจ ใส่ใจในการบริหารศูนย์อย่างต่อเนื่อง ตลอดไป.
ผู้บันทึกข้อมูล ทีมสนับสนุนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แนวทางการพัฒนาหมู่บ้านแกะสลักขึ้นรูป........สู่หมู่บ้านท่องเที่ยวOTOP( นายสว่าง สะพานแก้ว )..

ชื่อเรื่อง...แนวทางการพัฒนาหมู่บ้านแกะสลักขึ้นรูป...สู่หมู่บ้านท่องเที่ยวOTOP
เจ้าของความรู้ นายสว่าง สะพานแก้ว
ตำแหน่ง/สังกัด พัฒนาการอำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
การติดต่อแลกเปลี่ยน โทร.089-5544051
เรื่องเล่า
            ในช่วงปี พ.ศ.2548 ขณะดำรงตำแหน่งพัฒนาการอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ได้พิจารณาคัดเลือกหมู่บ้านในพื้นที่ 89 หมู่บ้านของอำเภอแม่ทะ เพื่อส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโอทอปของอำเภอตามนโยบายกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้น เมื่อสำรวจดูจากศักยภาพของชุมชนพบว่ามี 3 หมู่บ้าน คือ บ้านหลุก บ้านปางมะโอ และบ้านสามขาที่มีจุดแข็ง/จุดเด่นที่จะส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวOTOPได้ ซึ่งแต่ละหมู่บ้านก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่น หมู่บ้านหลุกก็จะเด่นในเรื่องของไม้แกะสลัก หมู่บ้านสามขาก็จะเด่นในเรื่องของทรัพยากรป่าไม้ฯ หมู่บ้านปางมะโอก็จะเด่นทางด้านเป็นหมู่บ้านเห็ดหอม และเป็นหมู่บ้านสวนยางพาราที่แรกของลำปาง ...
            ด้วยเหตุผลและปัจจัยประกอบหลายประการที่ทำให้บ้านหลุก ต.นาครัวถูกเลือกเป็นหมู่บ้านเป้าหมายในครั้งนั้นคือ..1.มีกลุ่มผู้ผลิตไม้แกะสลักจากต้นฉำฉา(ก้ามปู/จามจุรี) จำนวนมาก 2.มีวัตถุดิบ(ต้นฉำฉา)ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทั้งไม้เก่ายืนต้นและต้นที่ปลูกใหม่เพื่อที่จะทำเป็นอาชีพระยะยาว 3.บ้านหลุกเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีถึง 3 หมู่บ้าน ( ม.6+ม.11+ม.12) 4.ในแต่ละหมู่บ้านมีผู้นำ แกนนำ เป็นผู้ประกอบการ เป็นผู้ผลิตสินค้าโอทอป 5.เป็นชุมชนหนาแน่นและเข้มแข็ง..สามารถส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวได้ 6.การคมนาคมสะดวกสามารถติดต่อกับหมู่บ้านอื่นๆได้ทุกเส้นทาง นอกจากนั้นเรายังได้ ประสานงานกับสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง ในการเชื่อมโยงบรรจุบ้านหลุกไว้ในโครงการ“วันเดียวเที่ยวลำปาง” อีกด้วย... เมื่อเลือกหมู่บ้านเป้าหมายได้แล้วก็มาประชุมทีมงานพัฒนาชุมชน (สพอ.แม่ทะ) วิเคราะห์ศักยภาพและจุดแข็งเทียบเคียงกับอีกสองหมู่บ้านร่วมกันจนเป็นที่ตกลงในเป้าหมายเดียวกันแล้ว ให้ทีมงานกำหนดแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนฯ โดยเริ่มจากลงไปหาผู้นำชุมชนก่อน เมื่อพูดคุยขายความคิดและทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชนบ้านหลุกจนเห็นพ้องต้องกันแล้ว ก็นำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม คณะกรรมการพัฒนาอำเภอ(กพอ.แม่ทะ) เมื่อทุกภาคส่วนเห็นด้วยแล้ว จึงนำเรื่องเข้าสู่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อบต.นาครัว) หลังจากนั้น ได้จัดเวทีประชุมแลกเปลี่ยนกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ของบ้านหลุกกว่าร้อยคน เพื่อที่จะขายความคิดก่อนว่าทำไมถึงต้องทำบ้านหลุกให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโอทอป เวทีครั้งนั้นได้รับความสนใจอย่างมากเพราะเป็นเรื่องใหม่ มีผู้เข้าร่วมหลากหลายทั้งกลุ่มองค์กรในพื้นที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งผู้บริหารโรงเรียน กรรมการหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน เจ้าอาวาส เจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ และนายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง..การจัดเวทีที่บ้านหลุกแต่ละครั้งและอย่างต่อเนื่องพัฒนากรผู้ประสานงานตำบลเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการประสานการดำเนินงาน ประเด็นในการแลกเปลี่ยนเป็นการจุดประกายความคิดให้อยากเห็นหมู่บ้านของเขาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโอทอป เห็นศักยภาพเห็นจุดแข็งของหมู่บ้านตนเอง มองเห็นประโยชน์หรือผลดีที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน..ประเด็นสำคัญคือวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วร่วมกันวางแผนหาทางออกว่า..แล้วจะต้องทำอย่างไร? เช่นว่าจะทำอย่างไรบ้านหลุกเราถึงจะผลิตสินค้าสำเร็จรูปแทนการแกะสลักขึ้นรูปส่งให้บ้านถวายจังหวัดเชียงใหม่ไปตกแต่งขายอย่างเดียว...ถ้าเราทำได้เองก็จะลดการส่งสินค้าที่เป็นวัตถุดิบของหมู่บ้าน...โดยให้คนเข้ามาเที่ยว/มาสั่งสินค้าจากบ้านหลุกโดยตรง
              กิจกรรมขับเคลื่อนให้บ้านหลุกกลายเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวOTOP ที่เกิดจากความต้องการในเวทีแลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายๆภาคส่วน เริ่มตั้งแต่... จัดฝึกอบรมการพัฒนาฝีมือช่างแกะสลัก ที่แต่เดิมแกะเป็นรูปแบบต่างๆ แบบง่ายๆขายหรือทำตามสั่ง พาไปศึกษาดูงานการเพ้นท์สีที่บ้านถวาย จ.เชียงใหม่ จัดอบรมการเพิ่มพูนทักษะการทำสี/เพ้นท์สี ฝึกอบรมพนักงานขาย.. เนื่องจากที่นี่มีลานค้าชุมชนที่สร้างจากงบฯพัฒนาตำบลเป็นแหล่งขายอย่างเดียว ไม่มีการรวมกลุ่มกันขาย บางครั้งสินค้าแบบเดียวกันราคาขายกลับแตกต่างกันไป..ขายตัดราคากันก็มี จึงได้รวมกันเป็นชมรมผู้ประกอบการลานค้าชุมชนขึ้น..กิจกรรมต่างๆเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก อบต.นาครัว นอกจากนี้ก็มีการฝึกอบรมภาษาอังกฤษระดับสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ จำนวน 10 วัน งบฯสนับสนุนจาก กศน.อำเภอแม่ทะและ วิทยากรจากอาจารย์มหาวิทยาลัยโยนก การฝึกอบรมมัคคุเทศน์ในหมู่บ้านที่มีทั้งกกรมการหมู่บ้านจากทั้งสามหมู่บ้าน ผู้ผลิตผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพ ผู้สนใจที่มีใจรักหรือมีพื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นต้น มีการจัดทำบ้านพักโฮมเสตย์รับรองนักท่องเที่ยวพร้อมจุดสาธิตการแกะสลัก จัดทำจุดสาธิตการเพ้นท์สี /จัดทำป้ายหมู่บ้านท่องเที่ยวโอทอป จัดตั้งศูนย์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ลานค้าชุมชน.. การประชาสัมพันธ์หมู่บ้านฯให้เป็นที่รู้จัก ผ่านสื่อต่างๆ เช่น ป้ายบอกทางของกรมทางหลวง ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หรือการเปิดงานมหกรรมแกะสลักของบ้านหลุก
            การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่บ้านหลุก...หลังจากดำเนินกิจกรรมตามที่วางแผนกันไว้ ทำให้มีคนเข้ามาเที่ยว/เยี่ยมชมหมู่บ้านมากขึ้น รูปแบบของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากสินค้าขึ้นรูปอย่างง่ายๆ ไม่ได้ตกแต่งเพ้นท์สีอะไรก็เปลี่ยนมาเป็นสินค้าที่มีฝีมือ มีการปรับแต่งสำเร็จรูป..มีการพัฒนารูปแบบการบรรจุภัณฑ์ การขนส่งผลิตภัณฑ์..การสื่อสารระหว่างพ่อค้าแม่ค้าผู้ประกอบการกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีการสืบทอดทายาทOTOP เด็กนักเรียนหลังเลิกเรียนจะกลับมาช่วยพ่อแม่เพ้นท์สีผลิตภัณฑ์ การขายสินค้าในราคาเดียวกัน การมีกฎกติการ่วมกัน และมีคณะกรรมการการท่องเที่ยวฝ่ายต่างๆ ปลายปี พ.ศ.2549 ..บ้านหลุกได้รับรางวัลเป็นหมู่บ้านชนะเลิศในการประกวดหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP ในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับเขต และในระดับภาค(ซึ่งถือว่าเป็นการประกวดระดับประเทศ)..และยังคงรักษาชื่อเสียง.การมีส่วนร่วม....มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้..

ขุมความรู้ 
1.สำรวจ/ศึกษา/วิเคราะห์ศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชน กำหนดเป็นหมู่บ้านเป้าหมาย
หรือหมู่บ้านหลักในการทำงาน 
2.ทีมงานกำหนดเป้าหมายการทำงานและวางแผนปฏิบัติการฯร่วมกัน (ทำงานเป็นทีม) 
3.จุดประกาย/ขายความคิดให้กับทุกภาคส่วนทุกระดับ ผ่านการประชุม การจัดเวทีแลกเปลี่ยน 
4.สร้างการมีส่วนร่วมด้วยกิจกรรมขับเคลื่อนฯที่มาจากความต้องการ และการวางแผนร่วมกัน 
5.ประสานภาคีเครือข่าย/แสวงหาแหล่งทุนสนับสนุน 
6.ใช้การประกวดหมู่บ้านท่องเที่ยวOTOPเป็นเงื่อนไขในการทำงานร่วมกัน 

แก่นความรู้ -การกำหนดเป้าหมายการทำงานร่วมกัน / การทำงานเป็นทีม -การวางแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมสู่เป้าหมาย -การมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนการทำงาน 

ข้อเสนอแนะในการทำงานในพื้นที่ -ทีมงานพัฒนาชุมชนอำเภอ..ต้องมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน และลงไปทำงานร่วมกัน(เป็นทีม)กับพัฒนากรผู้ประสานงานตำบล -พัฒนากร(ตำบล)ต้องเฟ้นหาหมู่บ้านเป้าหมาย/หมู่บ้านหลักในการทำงาน -อย่าทำงานคนเดียว..ต้องทำงานกับผู้นำ ภาคีเครือข่าย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

แนวคิดในการทำงาน .. งานทุกอย่างเราสามารถทำได้...โดยการแสวงหาภาคีเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน

ผู้บันทึก ทีมสนับสนุนจังหวัดลำปาง+นักศึกษาฝึกงานราชภัฎสาขาการพัฒนาชุมชน...
           
                                                                                                            16 มิถุนายน 2553

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“ผลไม้ถ้าไม่ปอก กินด้วยกันไม่เป็น”(นายประสงค์ นิวบุตร)

ชื่อเรื่อง “ผลไม้ถ้าไม่ปอก กินด้วยกันไม่เป็น” (การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อในการปฏิบัติงาน) 
เจ้าของความรู้ นายประสงค์ นิวบุตร
ตำแหน่ง /สังกัด พัฒนาการจังหวัดเชียงราย 
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย 
การติดต่อแลกเปลี่ยน โทร. 0819803284 
เรื่องเล่า 
                จากวิกฤตปัญหาในสถานการณ์ปัจจุบันทั้งในด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ หน่วยงานภาครัฐเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานของรัฐบาลตามนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนให้มีความอยู่ดี กินดี สังคมมีความสงบสุข และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการทำงานที่มีประสิทธิภาพของคนในองค์กร ดังนั้น ผู้บริหารงานขององค์กรจึงจำเป็นต้องเป็นผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ มีความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรของตนเองให้ผู้ปฏิบัติ สามารถปฏิบัติงานให้สัมฤทธิผลตามเป้าหมายในการทำงานและสามารถทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญดือ ผู้บริหารต้องมีคุณลักษณะของนักบริหารที่ดี ( คิดกว้าง มองไกล ใฝ่สูง มุ่งสำเร็จ ) และ ต้องมีความสามารถในการบริหารตนเอง บริหารคน บริหารงาน มีความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และ พัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคคล ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ( ระดับประเทศ/ สัมคม/ชุมชน ) สามารถแก้ปัญหาในการทำงาน / คน ให้คนในองค์กรทำงานอย่างมีความสุข ยึดหลักการทำงานเป็นทีม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดการความรู้ การเปลี่ยนแปลงบทบาทในการทำงาน การเป็นผู้นำ/ผู้ตามที่ดี มีเทคนิคการทำงานที่ก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เช่น การใช้เทคนิค PDS ( Plan การวางแผน, Do การปฏิบัติ , See การตรวจสอบควบคุมงาน ) ต้องยึดหลักการดำเนินงาน ( SPARK ) เพื่อสะท้อนความรับผิดชอบขององค์กรที่มีต่อประชาชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วย S : Sustainability ความยั่งยืนขององค์กร สังคมและสิ่งแวดล้อม , P: Participation ของผู้มีส่วนร่วม / ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders ) , A : Accountability ความสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบของคนในองค์กร R : Respect ความเคารพและให้เกียรติต่อผู้อื่น และ K : Knowledge การส่งเสริมและยกระดับความรู้ ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้                       ...การ เข้าใจพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ ที่มีทุน 8 ประการ คือ ทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน ทุนทาง IT และทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ และจำเป็นต้องมีการเพิ่มทุนด้วยการเสริมสร้างความรู้ความสามารถและศักยภาพ ให้กับบุคคลที่จะนำไปสู่การปฏิบัติงานที่เข้มแข็ง ผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดี ทั้ง ทางกาย อารมณ์ และ สังคม รวมทั้ง รู้และเข้าใจคนอื่น สามารถเลือกใช้วิธีการบริหารจัดการในการแก้ไขข้อบกพร่อง ข้อขัดแย้งในการทำงาน ที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลได้ ทั้งนี้ได้น้อมนำหลักการทรงงาน “ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “ รู้ รัก สามัคคี” มาเป็นกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน 

ขุมความรู้...การบริหารงานได้อย่างประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับปัจจัยเงื่อนไขดังนี้...
1. คุณลักษณะของนักบริหารที่ดีคือ...คิดกว้าง มองไกล ใฝ่สูง มุ่งสำเร็จ มีความสามารถในการบริหารตนเอง บริหารคน บริหารงาน การวิเคราะห์ สังเคราะห์ พัฒนาศักยภาพองค์กรและบุคคล ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และแก้ปัญหาในการทำงาน / คน ให้คนในองค์กรทำงานกันได้อย่างมีความสุข 
2. การทำงานเป็นทีม : มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดการความรู้ การเปลี่ยนแปลงบทบาทในการทำงาน และการเป็นผู้นำ/ผู้ตามที่ดี 
3. การใช้เทคนิคการทำงานที่ก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 
4. ยึดหลักการดำเนินงานเพื่อสะท้อนความรับผิดชอบขององค์กรที่มีต่อประชาชน สังคมและสิ่งแวดล้อม 
5. ความเข้าใจพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ 
6. การเพิ่มทุนด้วยการเสริมสร้างความรู้ความสามารถและศักยภาพ ให้กับบุคลากร 
7.การพัฒนาบุคลิกภาพที่ดี ทั้ง ทางกาย อารมณ์ และ สังคม 
8.การรู้และเข้าใจคนอื่น ...สามารถเลือกใช้วิธีการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล 
9.การน้อมนำหลักการทรงงานของในหลวงฯ เป็นกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน 

ข้อเสนอแนะ การส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ต้องเริ่มตั้งแต่ภายในสำนักงานก่อนแล้วค่อยขยายผล มีการมอบหมายงานที่ชัดเจน นำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน พร้อมทั้ง ส่งเสริมเพื่อปรับค่านิยม ABCDEF ขององค์กรเพื่อนำไปสู่ความเป็นเอกภาพและความสำเร็จขององค์กรด้วย 

ผู้บันทึก ทีมสนับสนุนจังหวัดเชียงราย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง

กระบวนการแผนชุมชน(นายก่อพงษ์ โกมลรัตน์)

ชื่อเรื่อง กระบวนการแผนชุมชน
เจ้าของความรู้ นายก่อพงษ์ โกมลรัตน์
ตำแหน่ง พัฒนาการจังหวัดพะเยา
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพะเยา

 เรื่องเล่า     การจะทำให้แผนชุมชนมีคุณภาพต้องมีขั้นตอน/กระบวนการแผนชุมชน คำนึงถึงวิธีการได้มาของแผนชุมชน ไม่คำนึงถึงรูปเล่ม วิธีการได้มาของแผนชุมชนต้องทราบข้อมูลของหมู่บ้าน/ชุมชน มีจุดอ่อน จุดแข็ง อุปสรรคอะไรบ้าง ศักยภาพเป็นอย่างไร เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนสู่แผนชุมชนได้ วิธีการดังกล่าวเกิดผลสำเร็จคือ การประเมินคุณภาพ แผนชุมชนของจังหวัดพะเยา แผนที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับ 3 A เนื่องจากมีเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง ประกอบด้วย กลุ่มผู้นำสตรี, กลุ่มผู้นำชุมชน, กลุ่ม NGO, มูลนิธิต่าง ๆ มีส่วนในการขับเคลื่อนกระบวนการแผนชุมชนซึ่งสะท้อนความต้องการ/ปัญหาของชุมชนอย่างละเอียด มีโอกาสได้รับงบประมาณสนับสนุน/ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนและนโยบายขององค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย โดยแผนชุมชนแบบพึ่งตนเอง (ทำเอง) มีโอกาสแก้ไขปัญหาในชุมชนได้สูง ปัญหาภาคส่วนราชการไม่นำแผนชุมชนไปใช้ประโยชน์ วิธีการแก้ไขคือ หลังจากได้แผนชุมชนให้ชาวบ้านสำนึกเสมอว่า ต้องทำตามแผนชุมชนที่ร่วมกันคิดขึ้นมาและต้องติดต่อประสานหน่วยงานช่วยเหลือสนับสนุนได้ แล้วพยายามผลักดันให้แผนชุมชนได้รับการสนองตอบ กระบวนการแผนชุมชน ต้องนำองค์ความรู้ให้ผู้นำชุมชน/กรรมการหมู่บ้าน โดยเน้นกระบวนการแผนชุมชน ตามขั้นตอน ซึ่งจะทำให้มีแผนชุมชนตามความต้องการของชุมชน ในทางปฏิบัติปัญหาการจัดทำแผนชุมชนเกิดจากไม่รู้วิธีการ/ขั้นตอน/กระบวนการแผนชุมชนและวิธีการให้คนเข้ามามีส่วนร่วม วิธีการได้มาของข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีแก้ไขคือต้องให้องค์ความรู้ผู้นำชุมชน/กรรมการหมู่บ้าน ให้สามารถเป็นวิทยากรกระบวนการของชุมชนเอง สามารถตั้งคำถามแก่ชุมชน และกระตุ้นให้ชุมชนได้ตอบปัญหาของตนเอง หาแนวทางแก้ไขปัญหาของตนเอง การบูรณาการแผนชุมชนระดับตำบลและระดับอำเภอ ต้องคุยกันและทำความเข้าใจเพื่อกำหนดทิศทางของตำบล/อำเภอหรือแนวทางของตำบล/อำเภอ นำแผนชุมชนมาบูรณาการ โดยบูรณาการโครงการที่สอดรับและสามารถตำเนินการไปในทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งหัวใจการบูรณาการแผนชุมชน คือสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงระหว่างท้องถิ่นกับท้องที่ ต้องเป็น ไปแนวทางเดียวกัน

ขุมความรู้
1. แผนชุมชนมีคุณภาพต้องมีขั้นตอน/กระบวนการแผนชุมชน คำนึงถึงวิธีการได้มาของแผนชุมชน ไม่คำนึงถึงรูปเล่ม
2. หัวใจการบูรณาแผนชุมชน คือสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงระหว่างท้องถิ่นกับท้องที่ ต้องเป็นไปแนวทางเดียวกัน
3. แผนชุมชนควรเริ่มที่ผู้นำชุมชน/กรรมการหมู่บ้าน เน้นจากล่างสู่บน โดยนโยบายให้ความสำคัญแผนชุมชนยังไม่ต้องกำหนดกรอบ/รูปแบบ แต่ควรเน้นการจัดทำแผนให้ครบทุกด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ

แก่นความรู้
               แผนชุมชนมีคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐานแผนชุมชน ผู้นำชุมชน/กรรมการหมู่บ้านต้องมีองค์ความรู้และปฏิบัติตามขั้นตอน/กระบวนการแผนชุมชนอย่างเคร่งครัด

ข้อเสนอแนะ
             แผนชุมชนควรเริ่มที่ผู้นำชุมชน/กรรมการหมู่บ้าน เน้นจากล่างสู่บน โดยนโยบายให้ความสำคัญแผนชุมชนยังไม่ต้องกำหนดกรอบ/รูปแบบ เพื่อให้ได้แผนชุมชนจากชาวบ้านโดยตรง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งต้องสร้างองค์ความรู้ให้ผู้นำชุมชน/กรรมการหมู่บ้านในกระบวนการแผนชุมชน

ผู้บันทึกข้อมูล ทีมสนับสนุนจังหวัดพะเยา ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง